Profilo di NawapoomOODDYFotoBlogElenchiAltro ![]() | Guida |
|
01 marzo The resultI've just checked my blog stat for this week. There's exact 200 visit!
hm... i should put on google ad. I don't know how much money can made by one visit. But if i did it for all my blogs, there should be enough money to buy some beers... right?
Should be fun!
O.D. 23 febbraio Now this is why kids addict to online game!No words to explain much, see for yourself :D
so lazy to write stuff....
03 febbraio พันทิพย์เมื่อวานไปเดินพันทิพย์ พอดีว่าตัวสำรองไฟที่บ้านมันไม่เก็บไฟแล้ว เลยต้องไปซื้อแบตก้อนใหม่ พันทิพน์ที่ไม่ได้ไปมาระยะหนึ่ง น่าจะประมาณ 2 เดือนกว่า มีอะไรแปลกๆเยอะเลยแฮะ
เดินได้ไม่นานก็กลับ เริ่มเมาคน แล้วก็เริ่มหิวแล้วด้วย ช่วงนี้ไม่ได้เที่ยวเลย เด๋วคงกลับมาเขียนเรื่องราวในชีวิตไร้สาระในช่วนี้ต่อๆไป...เอ้อ แบต UPS ราคา 470 บาทนะ ชั้น 4 โซนของอะไหล่ ประกัน 1 ปี เปลี่ยนได้ที่ร้าน .... 13 gennaio India - Day 10 - Finaleสถานที่สุดท้ายของการเดินทางในครั้งนี้ กลับมายัง New Delhi อีกครา ครั้งนี้ได้เที่ยวตัวเมืองซักที หลังจากตื่นตาไปกับงานแต่งงานของเพื่อนอันอลังการ เดินทางกลับมาด้วยเครื่องบิน Jet Star ของอินเดีย 6 พันกว่าบาทสำหรับตั๋วไปกลับ ซึ่งทัวร์ครั้งนี้ก็ไอ้นี่แหละที่แพงสุด แต่ก็ดี ได้ครบทุกรสชาติ กลับมาถึงเพื่อนก็มารับแล้วพาเราก็เริ่มลุยเมืองเลย ที่แรกเป็นวัดซึ่งจำชื่อไม่ได้แฮะ เป็นวัดใหม่เอี่ยมที่หลายๆคนอาจจะเคยเห็นใน fwd เมลล์มาบ้าง อันนั้นเลย แต่.... วันที่ไปเป็นวันจันทร์ แล้วทำให้ได้รู้ว่า สถานที่ท่องเที่ยวของที่นี่ ปิดทุกวันจันทร์... ซะงั้น เพื่อนเราก็ไม่รู้ ขอโทษเป็นการใหญ่ ก็เสียดายๆอยู่แต่ก็ช่าง เลยถามไปว่างั้นพาไปดูรอบๆกับที่ที่ไม่ปิดก็ยังดีเพื่อนก็รีบรับคำแต่ก็ไม่วายโทรไปนู่นนี่วุ่นวายกลัวมันปิดอีก ตอนลงจากรถบนทางด่วนเพื่อมาชมวิวก็เล่นเอาเสียวไส้แล้ว มันเห็นเราชอบถ่ายรูป อยู่ๆก็จอดรถให้เราลงไปถ่ายซะงั้น รู้สึกเกือบตายคาเมืองอาบังเลย หลังจากแห้วที่วัด เราเลยมาเดินเล่นที่สวนสาธารณะของเมือง ที่ที่มี memorial ของคานธีอยู่ ใครไม่รู้จักก็ควรจะกลับไปตั้งใจเรียนวิชโลกของเราให้มากขึ้นเดินเล่นไปเรื่อย สวนใหญ่ดีแต่ก็ไม่มีอะไร เพื่อนก็บอกไม่รู้ว่าที่เที่ยวที่อื่นจะเป็นยังไง คงเข้าไม่ได้เหมือนกันหมด ยังรู้สึกผิดไม่หาย เราไปต่อกันที่ Red Fort ก็ได้แต่ชะโงก เพื่อนบอกถ้าเข้าไม่ได้นี่ลงไปเมื่อไหร่โดนขอทานรุมแน่ เลยแล่บๆไป ตามถนนก็เต็มไปด้วยผู้คน แถวๆนี้ประมาณชานๆเมืองหน่อยๆ ซักพักเราไปแวะในส่วนเมือง เอ้อ ส่วนเมืองก็ดีแฮะ แบบบ้านเราเลย ไม่น่าเชื่อว่าแค่ไม่กี่นาทีจากรอบเมืองที่เหมือนเพิ่งมีสงครามจะกลายเป็นรุ่งเรืองขนาดนี้ได้ เราแวะกันที่ประตูเมืองกับเขตรัฐสภา ที่ประตูเมืองฮามากเพราะคนแยะ เนื่องจากที่เที่ยวอื่นๆนั้นปิด อาบังเลยมาเที่ยวที่นี่แทน พอเราเดินไปจะไปถ่ายรูป เค้าดันคิดว่าเราเป็นดาราซะงั้น มาถ่ายรูป ขอถ่ายด้วย ขอจับมือ เอากันเข้าไป ตอนแรกนึกว่าเพื่อนเราเป็นฝรั่งเลยเหมาว่าเป็นดารา ดันมาทางเราด้วย สงสัยคิดว่าเราเป็นดาราญี่ปุ่น เออแปลกดี คงเป็นผลจากดูหนังมากเกินไป จากนั้นก็ไปต่อกันที่เขตสำนักงานของรุฐบาล ซึ่งเนื่องจากเป็นเมืองขึ้นอังกฤษมาก่อน จึงเหมือนๆกับของแถวๆ Buckingham ที่ไปมา สวยงามยิ่งใหญ่ดี สมเป็นเมืองขึ้นอันดับต้นๆ ถ้าไทยเราไม่เข้มแข็งพอ คงมีแบบนี้ที่กรุงเทพไปแล้ว เริ่มมืดค่ำเราก็เลยต้องออกเดินทางไปหาที่พักกันต่อที่เพื่อนจองไว้ให้แล้ว เสียดายที่ไม่ได้โรงแรมเดิม เราต้องเปลี่ยนที่ไปอีกนิด ห้องแย่กว่าหน่อย แต่ก็สะอาดดีและเพื่อนก็จ่ายให้อีกแล้ว มันรวยจิงๆ คืนนั้นไปกินอาหารที่ร้านที่มันชอบ เราก็รอลุ้นว่าร้านจะเป็นแบบไหน นั่งรถเลี้ยวไปมา เอ๊ะ นี่มันโรงแรมที่มาเที่ยวผับก่อนงานแต่งนี่หว่า มันบอกใช่แล้ว ร้านมันชอบอยู่ในนี้ โอ้ว เริ่มเห็นภาพความหรู ร้านเป็นร้านอาหารย่าง เห็นเตากันจะๆ มีเนื้อแกะ ไก่ และ lobster ความรูปก็สุดๆไปเลย ร้านอาหารในโรงแรม 5 ดาวเลย ทุกอย่างเนี้ยบ ราคาก็ใช่ย่อย สั่งไปแต่ละอย่างจานละพันต้นๆถึงสามพันกว่า มันบอกเต็มที่ๆๆ ก็เลย share ๆ กันทุกอย่างแหละ ก่อนหน้ากินก็จิบค๊อกเทลกันก่อน ทำให้ได้กิน Mojito เป็นครั้งแรก เจ๋งว่ะ บรรยากาศและอาหารวันนั้นเจ๋งมาก เป็นการส่งท้ายที่ได้ใจจิงๆ
เป็นอันจบการท่องเที่ยวอินเดีย ไม่น่าเชื่อว่าเขียนมาปีกว่า.... แล้วยังมีคนมาอ่านอยู่ด้วย คงได้เปลี่ยนมาอ่านอย่างอื่นบ้าง ระหว่างปีที่ผ่านมานอกจาไปออสเตรเลียแล้วก็ได้ไปเที่ยวหลายๆที่ ท่องอีสาน ไปรีสอร์ทสุดเจ๋งที่เมืองกาญ ไป Genting และ KL บลาๆๆ ปีนี้ก็มีหลายโปรแกรม ทั้งๆที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจจะไป blog ก็มีหลายที่เหลือเกิน facebook hi5 multiply หวังว่าไม่ลืมกันไปก่อน
จบทริปแล้วนะ แล้วมาดูซิว่าคราวหน้าจะเป็นที่ไหน....
นมัสเต 27 dicembre India - Day 9วันนี้เป็นวันสุดท้ายในการท่องเที่ยวแพ๊คเกจนี้ และเป็นวันที่ไม่มีไปแพลนอะไรมากเลยนอกจากชิวๆ หนีผู้คนในเมืองไปยังสวนสาธารณะที่ไปเจอมาเมื่อวาน ห้องพักสบายมากๆ กินอาหารเช้าบนดาดฟ้า อากาศดีๆ เฮ้อ... ไม่น่าเชื่อว่าจะหาแบบนี้ได้ที่อินเดีย
ไปถึงที่ก็จ่ายค่าเข้าเล็กน้อย 10 รูปี มิน่าคนมันน้อย เพราะเก็บเงินนี่เอง เราอยู่กันที่สวนนี้เกือบทั้งวัน นั่งอาบแดด พูดคุย นอนกลางวัน ก็เดินเล่นไปมาทำให้รู้ว่าวิวตรงนี้เห็นปราสาทครบแฮะ แต่น่าเสียดายที่ฟ้าไม่เปิด แต่ก็ไม่รู้ว่ามันจะมีวันเปิดมั้ย เห็นไปที่ไหนๆก็มีหมอกๆอย่างนี้ตลอดเลย ชิวกันจนเริ่มเย็นๆ ก็กลับไปหาอะไรกินใกล้ๆโรงแรม ก็ไปกินที่ดาดฟ้าตึกใกล้ๆ วิวก็ดีเช่นกัน กินตั้งแต่ตอน 5 โมงกว่าๆ เลยยังไม่มีคน อาหารได้รวดเร็วและอร่อยด้วย
พอเย็นๆลงก็เห็นว่าไปนั่งเรือชมวิวกันดีกว่า เนื่องจากเมื่อวานเราออกเดินเที่ยวแล้วก็ได้มาถามไว้แล้ว เรือมีถึง 2 ทุ่มแน่ะ แต่เรากะไปให้พอดีพระอาทิตย์ตก ก็ออกเรือไปรอบๆทะเลสาบ วิวดีมากๆ ยามเย็นแบบนี้ เหมาเรือมาเองก็เลยได้ดั่งใจ จะหยุดจะวนยังไงก็ได้ ทำให้เห็นว่าพระราชวังในเกาะนี้สวยจิงๆ จะเช่าก็ได้ด้วย ต้องจ่ายตังซักสิบล้านมั้ง ก็มีดารามาใช้แล้วจิงๆด้วย
บรรยากาศหมดลงรวดเร็วจิงๆ ทริปอินเดียครั้งนี้เกือบเสร็จสิ้นแล้ว เดินเที่ยวเมืองเป็นครั้งสุดท้าย หลุดไปร้านขายของเนปาลสองพี่น้อง พูดคุยดีเลยนั่งคุย ชงชามาให้กินด้วย ซื้อกระเป๋าให้น้องที่บ้านได้พอดีเลยด้วย กลับที่พักด้วยอารมณ์ชิวๆ อินเดียคืนที่ไร้คนกำลังจบลง....
ครั้งหน้าสุดท้ายแล้ว หมดปีพอดี เด๋วเอาคลิปมาให้ดูด้วยดีกว่า ได้มาจากเพื่อนพอดีเลย ^_^
Adios! 16 dicembre India - Day 8ตื่นขึ้นมาด้วยอาการงัวเงีย นอนหลับสบายทีเดียวแต่ก็ไม่พออยู่ดี เที่ยวโหดมาหลายวันแล้ว... ลงจากรถไฟจัดแจงข้าวของขึ้นรถ คันนี้ใหญ่กว่าเดิมอีก ที่นั่งแยกอิสระหน่อย ก็ชิวๆซักพักก็ถึงที่พักติดทะเลสาบของเรา Udaipur เป็นเมืองที่ติดทะเลสาบสองแห่ง อยากรู้ลอง google ดูได้ มีปราสาท 4 แห่ง บนเนิน ริมทะเลสาบ เกาะกลางทะเลสาบ และบนยอดเขา เรียกรวมเป็นปราสาทสี่ฤดู สมชื่อี่เป็นเมืองที่มีคนรวยและจนระดับโลกอยู่ด้วยกัน ที่พักสบายมากๆ บรรยากาศก็ติดทะเลสาบจิงๆ มีวิวเป็นเมืองทั้งเมือง แอบเห็นลิบๆก็เป็นวัดฮินดู และก็เป็นที่แรกที่เราไปเที่ยวกัน วัดแห่งนี้ตั้งอยู่กลางเมืองติดกับตลาดเลย และก็เป็นหินอ่อนสูงขึ้นมากลางเมืองเลย ตอนไปถึงมีพิธีอะไรก็ไม่รู้ คนเยอะยั้วเยี้ย ถามความได้ว่าเค้ามาดูรูปปั้นองค์ใหม่ เราก็มองไม่เห็นหรอกนะ ก็เดินไปรอบๆ ฟังไกด์อธิบายไป ลวดลายก็เจ๋งดี หินอ่อนหมดเลย เหมือนจะเย็นแต่ส่วนที่โดนแดดก็ร้อนเปรี้ยงเลย ที่เด็ดสุดคือมีต้นไม้อยู่ในกรงเหล็กล๊อกแน่นหนาอยู่ เราก็ถามไกด์ไปก่อนเลยว่าต้นกะเพราใช่ป่ะ เค้าก็บอกใช่แล้ว...เหอๆๆ คือมันจะมีบางส่วนของอินเดีย(รู้สึกจะเป็นที่นี่แหละ) นับถือต้อนกะเพราแบบว่าบูชาเลย เค้าจะเด็ดแค่ใบมากินใบเดียวแล้วกราบไหว้ ถ้ามาผัดนี่ผิดเลย ก่อนมาอาเคยบอกแล้ว นึกว่าล้อเล่น มีจิงๆด้วยแฮะ ออกมาจากวัดเราก็ไปปราสาทกัน ไปได้แต่อันที่เป็นบนเนินที่อยู่ในเมือง ที่เหลือทั้งหมดเค้าไม่ให้เข้า เค้าให้เช่าจัดงาน น่าน รวยมั้ยนั่น ปราสาทที่เข้าไปนั้นตั้งอยู่บนเนิมตามหลักยุทธศาสตร์ เป็นหินแข็งแรง ด้านบนเป็นสวนด้วย หรูหรามาก ข้างในกว้างขวางและได้รับการปรับปรุงอย่างดี อย่างว่าเมืองนี้เป็นเมืองที่เรียกว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวของแท้ ถ้าบ้านเราก็ประมาณภูเก็ตได้ จากปราสาทนี้ก็จะเห็นปราสาทที่เหลือและวิวขิงทั้งเมืองสมเป็นปราสาทหลักของเมือง ปราสาทกลางเกาะเป็นสีขาวสวยงานเต็มเกาะ ปราสาทริมทะเลสาบสีส้มสดใสตัดกับต้นไม้เขียวขจี ถ้ามีเงินเหลือซักร้อยล้านคงจัดงานแต่งที่นี่ได้...ถูกครับ ราคาประมาณนั้นถ้าจัดแบบครบชุด ที่นี่มีพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ด้วยซึ่งที่เจ๋งสุดคือรูปปั้นม้าศึก เมืองนี้ไม่มีช้าง เลยไปรบชนช้างไม่ได้ ใช้ม้าใส่หน้ากากช้างแทน ตอนแรกคิดว่าไกด์มั่วอีกแล้ว เจอรูปปั้น งงไปเลย สมัยก่อนใช้ม้าเป็นช้างโดยใส่หน้ากากจริงๆ อยากเห็นตอนสู้กันแฮะ คงแปลกดี หลังจากเที่ยวจนหนำใจ ก็ไปชมบรรยากาศในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง สวยดีนะ แต่ก็ไม่มีไร ระหว่างนั้นเราก็คุยกันว่า ที่นี่มันสบายดี น่าจะปิคนิคกัน อืม ไอเดียน่าสน เมืองนี้บรรยากาศมันดี อยู่นิ่งๆบ้างก็ดี ระหว่างที่รอเพื่อนไปนวดสมุนไพร(ไม่ได้ลองเพราะรู้สึกเสียดุลไงก็ไม่รู้ถ้าไปนวดที่นู่น) อีกส่วนหนึ่งก็มาซื้อของกินที่ตลาดเพื่อจะไว้ปิคนิคในวันพรุ่งนี้ เพราะมันมีสวนอีกแห่งนึงวิวดีมาก คนก็น้อย ซึ่งอย่างหลังนี่หายากมากในประเทศนี้ วันนี้ได้เดินเที่ยวในเมืองเล็กน้อย เป็นเมืองเดียวที่เดินเที่ยวได้ ก็เดินดูของมากมาย ร้านค้าก็เล็กๆย่อยๆ คุยได้สบายๆ เหมือนเมืองท่องเที่ยวแถวบ้านเรา ซื้อของเล็กน้อยแล้วเราก็กลับที่พักรอปิคนิควันรุ่งขึ้น วันสุดท้ายของทัวร์อินเดีย...แต่ยังไม่จบนะ ยังมีลัดเลาะ New Delhi อีกหนึ่งวัน ติดตามกันต่อไป..... นะ มัด เต ...
ปล. สุดท้ายก็เขียนปีนึงไม่จบจนได้ เฮ้อ! -_- 13 ottobre India - Day 7ตื่นเช้าขึ้นมาด้วยบรรยากาสที่สดใส เมืองนี้น่าอยู่กว่าเมืองที่ผ่านๆมา ดีกว่า Delhi อีกนะ เมื่ออาหารลงท้อง เราก็เดินทางกันต่อ เช้านี้เราก็ได้ไปจุดท่องเที่ยวของเมืองแห่งแรก คือส่วนที่เป็นปราสาทเก่าของเมือง เรียกกันง่ายก็คือมันเป็นหอพักบวกกำแพง ดูรูปคงจะเข้าใจได้มากขึ้น และก็สีสดใสสมชื่อเมืองที่เป็นหินสีชมพูจิงๆ... เอ หรือนี่เองที่เค้าเรียกว่าชมพูทวีป ก็ว่ากันไป.... จุดแรกแค่แวะ ไกด์บอกต้องออกไปดูปราสาทนอกเมือง จะเป็นสีเหลือง อ๊ะ เปลี่ยนสีกันงี้เลย ออกเดินทางต่อไปยังนอกเมือง ข้างทางดูดีขึ้น ซักพักก็เป็นขึ้นเนินเขา แล้วก็ลอดกำแพงเมืองเลยทำให้รู้ว่าเข้าเขตปราสาทอีกแห่งแล้ว.... พอถึงก็อึ้งไปเลย... ไม่น่าเชื่อว่าใหญ่มาก มีปราสาทที่เชิงเขา สูงขึ้นไปเป็นป้อมทหาร แล้วภูเขาที่รายร้อมก็เป็นกำแพงเมืองโดยรอบเกือบมิด กำแพงนี่ประมาณกำแพงเมืองจีนเลย ข้างในอลังการมาก อยากเห็นตอนมันยังรุ่งเรืองจิงๆ เดินไปมาจนหมด ก็ออกมาแวะร้าน tourist trap เล็กน้อย คือร้านขายของพื้นเมือง ซึ่งยังไงไกด์มันก็ต้องพาไปแวะจนได้ แล้วเราก็ซื้อจนได้ ได้ผ้าพันคอสีแดงมาฝากแม่กับพี่ (ซึ่งสุดท้ายก็ไม่มีใครใช้ -_- ไม่รู้จะซื้อมาทำไมเหมือนกัน พอกันกับพี่สาว ที่ของฝากได้มาเป็นของแจกฟรีเอามาให้ทุกที) ต่อไปเราก็พุ่งตรงไปยังเขตเมืองเพื่อไปดู ทุ่งดาราศาสตร์ อาจจะงงกับชื่อเล็กน้อย จิงๆคือสถานที่ที่สร้างอุปกรณ์การดูดาวเอาไว้ ซึ่งดูจากรูปเอาจะเห็นได้ดีกว่า จะมีเป็น ที่ใช้กับดวงดาว กับเครื่องบอกเวลากับแสงแดด ซึ่งมันตรงมาก แทบไม่น่าเชื่อ คนอินเดียนี่เก่งเรื่องคำนวณจิงๆแฮะ ถัดไปก็เป็นพระราชวังใหม่ ข้างในยังมีราชวงศ์อยู่จริงๆ ก็จะเป็นอะไรที่ใหม่หน่อย มีพิพิธภัณฑ์มากมาย ที่ชอบสุดก็ พิพิธภัณฑ์อาวุธ เสียดายที่ถ่ายรูปไม่ได้ เราเข้ากันไปก่อนนักเรียนกลุ่มใหญ่เข้ามา โชคดีมาก เพราะแค่สวนกันก็เหมือนจะเป็นดาราอีกแล้ว มีแต่คนมาขอถ่ายรูปด้วย จนต้องรีบหนีขึ้นรถ สุดท้ายเราก็ไปสุดที่สถานีรถไฟ เพื่อออกเดินทางไปยังเมืองต่อไป Udaipur ซึ่งต้องนั่งรถไฟข้ามคืน หลงในขบวนรถไฟเล็กน้อย ดันอ่านตั๋วผิด หลุดไปอยู่ชั้น 3 กว่าจะหาเจอก็เหนื่อยเลย รถไฟที่นี่เหมือนเมืองไทยค่อนข้างมาก แต่ของไทยหรูกว่าสะอาดกว่า แต่ที่นี่ก็สบายนะ อย่างน้อยก็หลับกันยาว หลังจากนั่งคุยกันค่อนคืน ก็ทุกอย่างมันผ่านไปเร็วมาก คุยกันจนหลับกันไปข้างนึงเรย.... แล้วจะต่อกันใหม่ที่เมืองแห่งทะเลสาบ... Udaipur ฉึกฉักๆๆๆๆๆๆๆ....... 06 ottobre India - Day 6กลับมาเที่ยวกันต่อ...เริ่มงงว่าเขียนไปได้เว่ย.... แต่ไม่มีใครห้าม จาเขียนๆๆ จะพยายามเขียนให้สั้นลง จะได้จบเร็วๆ จะปีแล้วนะเนี่ย.... มีแต่คนหาว่าเป็นของดอง ง่ะๆ
เช้าวันต่อมามีนัดที่ Agra Fort ซึ่งเป็นป้อมใหญ่ที่ยังสมบูรณ์ดีอยู่... แต่ด้วยเมื่อวานเหนื่อยกันหนักไปหน่อย ตื่นกันสายเลยซวยไป ได้แค่แวะชมจากบนรถเท่านั้นเอง
เราออกจากเมือง Agra เพื่อไปยังเมืองเก่าแก่ต่อไป คือเมือง Jaipur เมืองแห่งหินทรายสีชมพู เส้นทางเดินทางไปนั้นลำบากเล็กน้อย ถ้า google maps ดูจะเห็นว่า มันมีเส้นทางเดียวและมันก็ไม่ได้สวยหรูเลย...
ระหว่างทางก็เข้าชมปราสาทโบราณระหว่างทาง จำชื่อไม่ได้แล้ว ปราสาทใหญ่โตสวยงามมาก ออกจะคนน้อยไปเล็กน้อยเพราะยังเช้า แต่ช่วงสายๆก็มีเห็นนักท่องเที่ยวบ้าง ที่เจ๋งคือยังมีส่วนที่ยังซ่อมเสริมสร้างต่อไปเรื่อยๆด้วย ถ้ากลับไปดูในอนาคตคงสวยกว่านี้แน่ๆ เสียดายที่เวลาเราน้อยจึงต้องรีบเดินทางต่อ
เส้นทางทางเป็นทุ่งนาข้าวและนาอิฐ ใช้แล้ว เค้าทำอิฐกันเป็นนาเลย แอบขำตอนถามคนขับชาวอินเดียว่า ไอ้ก้อนอิฐเรียกว่าอะไร เค้าก็ตอบว่า อิฐ เอ้อ เพิ่งรู้ว่าเรียกเหมือนกัน
ระหว่างทางเจอเรื่องเข้าให้ ระหว่างข้ามแดนเข้า Jaipur โดนโบกเรียกตรวจ ลงไปคุยกันานมาก ปรากฏว่ารถไม่มีประกันของ jaipur ซึ่งต้องจ่าย 100 รูปี และปรับอีก 100 แล้วคนขับมันก็ไม่มีซะงั้น อ่าว เราก็ไม่มีใครมีเงินสดกันเพราะจะไปกดกันใน jaipur สรุปเลยต้องออกนอกเส้นทางเพื่อไปหาธนาคารที่ห่างไปอีกครึ่งชั่วโมง อ่ะ ไปกัน กดตังเรียบร้อย โดยมีตำรวจมานั่งข้างๆคนขับ อยู่ๆก็หันมาหาเราซึ่งนั่งอยู่ข้างหลัง แล้วถามว่า do you have pen? พร้อมทั้งทำมือเขียนๆ เราก็อ๊ะ จะเขียนใบเสร็จใบสั่งเหรอ ได้ๆ ก็เลยหยิบปากกาที่ได้มาจากบนเครื่องการบินไทยนี่แหละให้ไป....ตำรวจเอามาดู ลองเขียนบนมือ แล้วก็เอาเข้ากระเป๋าไป.... เอ้ย... ไรเนี่ย... เอาไปง่ายๆเลยเนี่ยนะ.... หันไปหาคเพื่อนข้างๆ มันก็เหวอเหมือนเรา แล้วก็เริ่มทบทวนว่า เออมันไม่ได้ขอยืมนี่ มันถามว่าเรามีมั้ย... แล้วเราก็ยื่น.... พอกลับมาถึงด่าน ตำรวจลงไป ฮาแตกกันทั้งรถ งงไปเลย ... That cop stole my pen!
เนื่องด้วยเรื่องงี่เง่านี้ เราเลยไปไม่ทันทัวร์ใดๆเลย ไม่กล้าบอกเพื่อนอินเดียด้วยเพราะกลัวมันเป็นห่วงแล้วไปไล่ออกคนขับซะอีก...แล้วมันก็ทำได้จิงๆด้วย เพราะเคยทำไปแล้ว... น่ากัวจิง ด้วยพลังอยากเที่ยว เรากับคู่หูชาวเบลเยี่ยมนิโคจึงออกมาเดินเล่นซะหน่อย อย่างน้อยต้องไปกดตัง ออกมาก็เจอสามล้อตาม ขอทานตามเลย ดีนะเอทีเอ็มมียาม กดตังเสร็จว่าจะเดินต่อ แต่คนตามเริ่มเยอะขึ้น เลยต้องกลับ ก่อนเข้าโรงแรมเจอขบวนแห่ขันหมากด้วย สงสัยแต่เหมือนเพื่อนเรา เสียงดนตรีดังมาก ผู้คนโลดเต้น ที่แปลกคือ ใช้รถกระบะ แบกเครื่องปั่นไฟสำหรับเครื่องขยายเสียง แล้วก็ให้คนงานแบกโคมไฟที่ดูโคตรหนัก แล้วเดินไปรอบๆซะงั้น เห็นแล้วก็แปลกดี...
วันนี้จบแล้ว ว่าจะย่อก็ยาวจนได้ Day 7 นี่คงต้องแบ่งรูปเพราะเมืองนี้....ของเค้าดีจิงๆ ;)
....สวีดัส
17 agosto India - Day 5โอวมายก๊อด.... ไม่ได้เขียนมาชาติกว่า.... ขออภัยอย่างแรง
วันที่ 5 ณ กรุง New Delhi ... วันนี้ต้อง check out ละเพื่อออกเดินทางไปกับ road trip ที่ได้ตั้งใจไว้ ที่แรกที่เราจะไปกันคือ Agra ที่ที่คนที่มาเที่ยวอินเดียจะต้องไปชมสิ่งนี้ Taj Mahal นั่นเอง
ออกแต่เช้าเพื่อร่ำลากับเพื่อนเจ้าภาพ พร้อมกับได้ของกินมาอีกเพียบ ไม่อยากคุยนานเพราะเด๋วจะสายและจะไม่ได้เห็น Taj Mahal กันพอดีเพราะมันไม่ได้ให้เข้าหลังพระอาทิตย์ตกดิน ออกเดินทางสู่นอกเมือง ทำให้รู้สึกเหมือนได้มาประเทศกลางสงครามยังไงยังงั้น บ้านเรือนผุพัง ถนนดีๆหายากมาก แต่ก็ยังก่อสร้างใหม่เป็นช่วงๆซึ่งดูเหมือนจะดี
ระหว่างทางเราก็แวะกันแต่ในร้านค้าที่ดูน่าไว้วางใจ ร้านมีภาษาไทยด้วยแฮะ อาหารก็หลักร้อย แต่ก็นั่นล่ะ เป็นเพื่อนชาวยุโรปเยอะขนาดนี้คงไม่มีใครจะเสี่ยงกินข้างทางหรอก ที่พักข้างทางร่มรื่นดี แต่ก็เชยชมได้ไม่นานก็ต้องรีบไปกันต่อ
กว่าจะถึงก็เกือบเย็นจนได้ ทางโคตะระดีเลย วิ่งได้แค่ 60 เองเนื่องจากเป็นเมืองเก่า ถนนเลยเป็นแบบเก่า เจอไกด์มารอที่โรงแรม ไกดบอกเรามาช้า ไป red fort ไม่ทันละเลยได้แค่ที่ TaJ Mahal แต่นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับการเดินทางในวันแรก
เก็บข้าวของ ล้างหน้าล้างตา แล้วเราก็ไปยัง Taj Mahal ทันที ทางไปก็ลำบากเช่นเดิม ที่จอดรถอยู่ไกลจาก Taj Mahal มากต้องนั่งรถสามล้อไฟฟ้าเข้าไป ที่เป็นไฟฟ้าเพราะไม่อยากให้มีมลพิษ แต่ก็งงว่าไมไม่ใช้วัวหรือถีบเข้าไปเลยหว่า จะมาไฮเทคไรตรงนี้เนี่ย เข้าไปซัก 2 โลก็จะเห็นกำแพงตระหง่าน เห็นข้างทางเป็นร้านขายของมากมาย เหมือนหน้าวัดเมืองไทย จ่ายตังค่าเข้าเสร็จแล้วก็ลุย...
เดินไปซักพักก็จะเห็นเป็นทางเข้าใหญ่ทางขวามือ แล้วก็จะเห็น Taj Mahal ทันทีผ่านทางประตู.... สวยมากเรย คงเป็นเพราะเป็นตอนเย็นด้วย เลยได้ความโรแมนติคไปเต็มๆ ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ พร้อมกับฟังที่ไกด์บรรยาย ก็ไม่ค่อยได้ฟังมากหรอก เพราะมาหาทาง wiki ทีหลังก็ยังได้ ด้านหน้ามีช่างกล้องเต็มไปหมด ส่วนใหญ่จะถ่ายรูปคู่โดม แบบทำมือจิ้มไว้ที่ปลาย คล้ายหยิบฝาชี
ด้านนอกสวยมาก คนก็เยอะใช้ได้เลย ข้างในเป็นสุสาน ต้องถอดรองเท้าเข้า ทำให้เกิด smell effect เพราะกลิ่นแบบสุสานมากๆ บรรยากาศก็เริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆ แดดก็เริ่มหาย เดินถ่ายรูปไปรอบๆ ซักพักมีคนมาบอกว่านี่ๆถ่ายตรงนี้ ตรงนั้นสิ เราก็จะถ่ายพอดีเลยขอบคุณๆ ที่ไหนได้ เดินตามมาขอตังค่าบอกซะงั้น เดินหนีแทบไม่ทัน
ออกมาเหนื่อยมากแต่ก็ประทับใจสุดๆ สิ่งมหัศจรรย์ของโลก สุดจริงๆครับ มาอินเดียต้องมาๆ ได้ใจมากๆ บรรยายไม่ถูกเลย
ออกมาจนถึงเมือง ไกด์พาไปต่อที่ร้านขายเพชร ซึ่งที่นี่มีเพชรที่เป็นเอกลักษณ์เรียกว่า star of india ซึ่งเหมือนนิล แต่เล่นแสงเป็นดาว 5 แฉก เจ๋งนะ ไม่แพงด้วย แต่ก็ไม่ได้ซื้อ ที่บ้านไม่มีใครใส่เครื่องประดับสักคน จะเอามาทำไมเนอะ
และแล้วก็ได้เวลาหาร้านอาหาร ซักพักก็ลงเอยที่ร้านชื่อเก๋ว่า Only Restaurant ประมาณว่า ที่นี่เท่านั้นเหอๆๆ อาหารอร่อยมากๆๆๆๆๆๆๆ เนื่องจากเป็นเนื้อสัตว์ที่ไม่ได้กินมาหลายวันแล้ว ก็เลยซัดกันเต็มที่ เพื่อนๆก็เฮฮากัน เริ่มเอาตัวหนังสือจากหนังสือ บัตรต่างๆ ของภาษาตัวเองมาอ่านกัน ไอ้เราไม่มีเลยเล่นมุข ใครขายไข่ไก่แทน เหอๆ
กลับโรงแรมแบบไร้พลัง ก็ยังแวะออกมาเดินเล่น แต่ก็ได้แค่ข้ามถนนไปกดตัง เพราะมีคนเดินตามขอโน่นนี่น่ากัวมาก ATM ที่นี่ต้องมียามเฝ้าเลยนะ ก่อนเข้าโรงแรมมีขบวนงานแต่งด้วย แบบที่เห็นในงานเพื่อนเลย แต่อันนี้เดินไปตามถนน แล้วก็มีคนเอาไฟตั้งไว้บนหัว แปลกดีพิลึก ลองดูที่รูปเอาได้
หมดไปกับวันแรก นี่ยังเบาะๆ หลังๆมันกว่านี้ แต่จะเขียนเมื่อไหร่ เด๋วดู rating ก่อน ว่ายังมีคนอ่านมั้ย เหอๆๆ
นะมัสเต
07 giugno บล็อกแท็กนิยาม - "การ blog tag หรือ การแปะก็เหมือนการเล่นวิ่งไล่จับ ที่ถ้าเราถูกแปะแล้วต้องไปแปะคนอื่นต่อ โดยคนที่โดนแปะจะต้องเขียนเรื่องราวของตัวเอง
เรื่องราวที่คิดว่าไม่ค่อยมีคนรู้ 5 เรื่อง ลงในบล็อคของตัวเอง แล้วค่อยไปแปะคนอื่นต่อไปอีก 5 คน (จดหมายลูกโซ่ชัดๆ) ให้เขียนต่อ โชคยังดี ที่คนที่เคยโดนแปะไปแล้วไม่สามารถโดนแปะซ้ำซ้อนได้ ไม่งั้นคงเล่นกันเป็นวงกลมแน่ๆ" ที่มา จากบล็อกของหญิงเดียร์ TheDreamFollower ที่ link อยู่ทางขวามือนี้เอง หลักๆคือไม่ได้อัพนานแล้วก็เกรงว่าถ้าไม่แปะต่อ จะโดนไม่ช้าก็เร็ว เลยขอหวดก่อนเลย....
1. ไหนๆก็จะบอกถึงเรื่องที่ไม่ค่อยมีคนรู้ งั้นก็เอาเรื่องในวงเหล้า ประมาณเรื่องตอนเมาละกัน.... เรามีฉายาต่อท้ายชื่อตอนเรียนจบมาว่า เดินปู เหตุเกิดที่สะกอม หลังจากซัดไปหลายจอก โดยแก้วขวาเป็นเหล้า แก้วซ้ายเป็นเบียร์ กินสลับกันไปมา พอเมาแล้วไปลุกเข้าห้องน้ำ ปรากฏว่าเดินไปข้างหน้าไม่ไหว มันจะล้มเอา เลยใช้วิธีเดินตะแคงเอา ก็ยังเหมือนจะล้มแต่ก็ยังรัวเท้าเดินได้ เพื่อนๆเห็นก็เลยเรียกเดินปูมาตั้งแต่บัดนั้นแล ใครอยากลองก็ได้นะ เดินง่ายกว่าจริงๆ
2.ตอนอยู่มหาลัยก็นอนหอช่วงปีหนึ่ง เนื่องจากไม่มีตู้เย็นจึงอาศัยตู้น้ำเย็นในการแช่เบียร์ ก็ตู้กดน้ำดื่มแบบในโรงเรียนนั่นแหละ งัดฝาบนออกแล้วก็เอาเบียร์ใส่ลงไปแช่ วันที่อ่านหนังสือดึกก็เอาออกมากิน ตอนหยิบก็ยากหน่อยเพราะถ้าโดนเห็นกลัวจะมีคนมาโขมยเอาไปกิน ทำแบบนี้ได้ประมาณ 2 เดือน เบียร์ก็หายจริงๆ ระหว่างเดินเซ็งๆกลับห้องก็เห็นแม่บ้านเดินหน้าแพ้แดดหัวเราะร่าเริงพอดี (อันหลังนี่ใส่ไข่ครับ งึๆ)
3. ก่อนไปอเมริกาเมื่อปี 99 ก็มีเพื่อนๆพี่ๆเลี้ยงส่งกันมากมาย เพื่อนม.ปลาย มหาลัย ม.ต้น ประถม ยังมีของกลุ่มโน้นกลุ่มนี้ รุ่นพี่ที่ภาค เพื่อนกรุ๊ป พี่รหัส และอื่นๆอีกมากมาย เป็นระยะเวลา 2 อาทิตย์ติดกัน กลับมาโดนสวดยับว่ากินมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว ด้วยอาการสำนึกผิด หรือเมาก็มิทราบ เลยบอกกับที่บ้านว่าจะไม่กินแอลกอฮอล์ทุกชนิดตลอด 1 ปีที่อเมริกา ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าทำได้ ทั้งปี กินไปแค่ไวน์ในโบสถ์จิบหนึ่ง กับชิมมาการิต้าอีก 1 คำ ..อ้อ มีเบียร์ด้วย แต่เป็นแบบไร้แอลกอฮอล์ เหอๆ (มีจิงๆนะ)
4. ตอนนี้มีเหล้าอยู่ไม่กี่ขวด ก็มีวิสกี้จากสก็อตแลนด์ที่แบกมาเอง 2 ขวด เป็น single malt, Blue Lable ขวดเล็ก ซื้อมาเชยชม, Wild Turkey bourbon 50.5% เผื่อมาจุดไฟเล่น,รัม Jamica, เหล้าจีน, สาเก, และที่เหลือๆกับขวดเล็กขวดน้อยอีกเป็นสิบ เบียร์ก็มีของลาว เบลเยี่ยม ออสเตรเลีย จริงๆมีมากกว่านี้แต่กินไปแยะช่วงนี้ เหอๆ ถ้าใครไปต่างประเทศ ของฝากให้ผมนั้นหาง่ายครับ เบียร์หรือเหล้าของที่ท่านไปมา ผมก็ดีใจแล้ว
5. เหล้าที่จะไม่มีวันลืมเลยคือตอนไปเที่ยวเขื่อนกับเพื่อนๆ เพื่อนคนนึง(ซึ่งเมาแล้ว)ชงเหล้าโดยใส่เหล้าครึ่งเกือบค่อนแก้วแล้วโค้กแล้ว...เกลือ...หนึ่งช้อนกาแฟเต็มๆ โดยบอกว่าเพิ่มเกลือแร่ไง(ดูมัน) ผมจิบดูหนึ่งครั้ง โอ้โห รสชาตสุดๆแห่งความไม่อร่อย แต่เนื่องจากเหล้าเยอะมากเลยซดหมด ผลที่ได้สุดยอดมาก ผมเรียกว่าอาการ"จอล้ม" รู้สึกว่าหัวหนักขึ้น 2 กิโล และไม่สามารถตั้งตรงได้ เลยนั่งคอเอียงอยู่ทั้งคืน สติยังอยู่ครบแต่ควบคุมกล้ามเนื้อคอไม่ได้เลย และหลังจากนั้นมาก็จะขยาดกินเหล้าหรือคอกเทลที่มีเกลือมาตลอด
ไม่ขอแท็กใครละกันเด๋วมันได้ไม่พร้อมหน้า เอาเป็นว่าใครอยากเอาไอเดียนี้ไปเขียนต่อก็เชิญเรยค้าบ
22 aprile India - Day 4กลับมาอัพต่อ ช่วงนี้ไปนู่นมานี่ตลอดเลย กว่าจะอัพทัวร์อินเดียหมดคง ถึงกลางปีแฮะ เอาเหอะ จะพยายามไม่ข้ามวันละกัน
วันที่ 4 ในอินเดีย ตื่นขึ้นมาอย่างัวเงีย วันนี้อากาศเย็นกว่าเดิมเล็กน้อย แล้วก็นึกได้ว่าตามกำหนดการมันเริ่มแต่เช้านี่หว่า แต่กว่าจะรวมพลได้ก็เกือบสิบโมงไปแล้ว ไปถึงก็เห็นว่างานช่วงเช้าเสร็จแล้ว ด้วยสภาพเพื่อนที่ลงมาพร้อมกับแกงและข้าวกับเมล็ดพืชอะไรมากมายเต็มหัวไปหมด เพื่อนบอกสนุกมาเลยนะเว้ย อ่าว อดดูซะงั้นแต่มันก็ว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวไว้ค่อยดูในวิดีโอละกัน
กินข้าวเช้าเสร็จก็มีเสียงอึกทึพร้อมเห็นตากล้องวิ่งไปมา ก็เลยตามไปดูก็เห็นคนอยู่หน้าบ้านเต็มไปหมด ถามไปถามมาก็พบว่าเป็นญาติๆที่มาในงานซึ่งก่อนเข้าบ้านต้องทำพิธีต้อนรับก่อน ก็ประมาณสวดมนต์ เอาของมาไหว้บ้าง แล้วก็เจิมหน้าผาก ดูเรียบๆแต่ก็ขลังดี ถ่ายรูปไปเรื่อย อย่างกับเราเป็นนักข่าวงานแต่งดารา
วันนี้เหมือนจะได้ไปเที่ยว คุยกันอยู่ดิบดีว่าจะไปนู่นนี่ สุดท้ายนั่งชิวๆที่บ้านเพื่อนจนเย็น ก็ไม่เลวหรอกนะ เพราะไหนๆเราก็มาพักผ่อนอยู่แล้วบวกกับได้นั่งคุยกับเพื่อนๆที่ไม่เจอกันมานาน ไม่ค่อยอยากไปไหนเท่าไหร่หรอก เหอๆ นั่งคุยกนจนพอใจเราก็ไปแปลงร่างกันเป็นชุดอินเดียที่ได้มาแบบเต็มยศ ใส่ยากนิดหน่อยเพราะขากางเกงมันเล็กโคตรแถมยาวด้วย ใส่เสร็จไม่เหมือนเป็นคนอินเดียแฮะ เหมือนเป็นคนมองโกลมากว่า ยิ่งเราผมยาวด้วยยิ่งเหมือน ถ่ายรูปกันอย่างเมามัน ขำกันเองแทบไม่หยุด
พอเพื่อนกลับมาจากพิธีที่บ้านญาติพร้อมกับชุดเจ้าบ่าว ชุดอลังมากราวกับเจ้าชายไหนหนังอินเดีย เสียแต่เจ้าชายอ้วนไปนิด... แล้วเราก็เริ่มพิธีมอบของจากตัวแทนแต่ละประเทศดังนี้ ชุดที่นอนปักมือจากรัสเซีย แจกันคริสตอลสีทำมือจากเบลเยี่ยม ถาดคริสตอลทำมือเช่นกันจากสวีเดน ชุดชามีชื่อจากไต้หวัน ชุดเชิงเทียนทำจากเงินกับเทียนหอมและแชมเปญจากฝรั่งเศส แล้วก็สุดท้ายผ้าทอดิ้นทองกับผ้าไหมจากประเทศไทย เลือกมาตั้งนานกว่าจะหาลายที่มันไทยๆได้ ช่วงให้ของให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในงานประชุมนานาชาติอะไรซักอย่าง แต่งชุดประจำชาติแล้วก็ให้ของที่ระลึกด้วย รู้สึกตัวเองเป็นตัวแทนประเทศจริงๆเลยนะเนี่ย
หลังจากนั้นก็ออกเดินทางไปงาน วันนี้จัดฝั่งตรงข้ามของเมื่อวาน เป็น theme สีชมพูเนื่องด้วยเป็นของฝั่งเจ้าสาว กำหนดการก็มีว่าเจ้าบ่าวขี่ม้ามาจากด้นหลังแล้วก็เข้ามาทำพิธีที่เวทีหน้า ก่อนจะไปยังด้านในเพื่อทำพิธีหน้าไฟ ทั้งหมดนี้น่าจะเสร็จทุ่มครึ่ง
เริ่มจากขี่ม้านี่ก็เจ๋งเลย ทุกคนทุกอย่างเต็มยศหมด ดูๆไปเหมือนแห่ขันหมก มีกลองร้องเพลงเสียงดัง ที่สำคัญต้องเต้นด้วย แล้วก็ต้องมีการให้ตังด้วยแบบเมื่อวานเลย พอเดินมาถึงด้านหน้าก็คล้องพวงมาลัยโดยฝ่ายเจ้าสาวซะก่อนเป็นการให้การต้อนรับเหมือนได้เข้าบ้านเค้าแล้ว บนเวทีพิธีก็ไม่เท่าไหร่ แต่พอเดินลงมาเข้าพิธีหน้าไฟนี่น่ะสิ สุดยอดสวดมนต์จากสว่างยันมืดเลย กว่าจะเสร็จก็ปาเข้าไปสามทุ่มครึ่ง อาหารก็ยังไม่ถึงท้องเลย
พิธีเนี่ยขลังดี มีการสวดมนต์ โยนโน่นโยนนี่ มีรดน้ำสังข์ด้วยนะ แต่รดไม่เหมือนกันซะทีเดียว พิธีจบลงหลังจากเดินครบรอบกองไฟพิธีทั้ง 7 รอบ จบลงที่เดินวนเสร็จกลับมานั่งสลับที่กันเป็นการบ่งบอกถึงว่าคนทั้งสองคนจะคู่กันตลอดไป
หลังจากนั้นก็ได้เวลากินซะที อาหารเป็นมังสะเช่นเคย และด้วยความมืดเลยไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรเท่าไหร่ บวกกับแอลกอฮอล์เล้กน้อยก็ทำให้คืนอันหนาวเหน็บด้วยชุดยาวบางๆเหมือนชาวมองโกลรอดมาได้ด้วยดี ฮาก็ตรงที่เพื่อนของเจ้าบ่าวอยากให้เรามาในงานเค้าด้วย ไอ้เราก็พยายามตอบเลี่ยงๆ มันก็ทำหน้าตาโกรธเลยว่ามาได้หรือไม่ได้บอกมาเลย เลยตอบไปอย่างเกรงใจเลยว่า...ไม่อ่ะ ให้ตั๋วตูดิเด๋วมาเรย เหอๆ
กลับถึงห้องพักประมาณตี 2 ... หลับเป็นตายอีกวัน... และก็เป็นงานแต่งงานที่แปลกที่สุดที่เคยได้เข้าร่วมในชีวิตเลย ยังไม่ได้วีดีโอจากกล้องเพื่อนเลย ถ้ามีคงจะฮากว่านี้
ต่อจากนี้ก็จะเป็นการท่องเที่ยวอินเดียแบบ roadtrip เต็มๆ... ติดตามตอนต่อไป
18 marzo Cast Away w/ the new gangหยุดพักงานและเรื่องราวการท่องเที่ยวอินเดียซะหน่อย แอบหนีไปหมู่เกาะสุรินทร์มา
ทริปนี้ไม่ได้เป็นคนจัดเองแต่เป็นเพื่อนของเพื่อนที่เห็นว่าเราโสดและโฉดพอที่จะพร้อมเดินทางร่วมกัน ก็ลุยไปตามประสาวันหยุดยาว ครั้งนี้ก็4วัน3คืน ยังหาดไม้งาม หมู่เกาะสุรินทร์
ออกเดินทางกันทั้งหมด 6 คนจากสายใต้ซึ่งก็เดินทางกันข้ามคืนไปถึงเช้าตรู่ ต่อเรือไปอีก 3 ชั่วโมงจากฝั่ง ก็นอนมั่งเดินมั่งแก้เมือ่ยแก้เบื่อกันไปขณะอยู่บนเรือ ถึงเกาะก็เพิ่งรู้ว่าต้องขนของเองไปอีก200เมตรจึงจะถึงเต้นท์ เล่นเอาพลพรรคอดนอนลิ้นห้อยไปตามๆกัน
พอถึงเขตเต้นท์แทบช๊อค คนเยอะมากราวกับหนีคดีการเมืองมาอยู่เกาะกันหมด มองๆดูมีอย่างน้อย 300 คนออๆกันที่โรงเรือนที่เป็นร้านอาหาร ซึ่งเป็นช่วงเที่ยงพอดี คนต้องต่อแถวเพื่อซื้อข้าวโดยที่ไม่สามารถเลือกได้มาก ตามสั่งก็ไม่มีเพราะของคงต้องเตรียมเผื่อสำหรับคนหมู่มาก เจ้าหน้าที่ที่นี่อดทนมากนะเนี่ย เที่ยงนี้ได้อาหารท้องถิ่นสุดแจ๋งเป็นคั่วกลิ้ง ใครไม่รู้จักลอง google ดูนะ น่าจะมี ถ้าไม่มีก็มาถามอีกที จะทำให้ดูเลย
กินเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เตรียมตัวออกดำน้ำสำหรับช่วงบ่าย ก็รออยู่นาน น้ำก็ลดไปตั้งไกลกว่าเรือจะมา เรือมาประมาณ 20 ลำได้ เราก็อกเดินไปที่เรือกัน เดินไปกลางแดดเปรี้ยงๆ ด้วยผ้าขาวม้าโพกหัว เห็นเพื่อนอยู่ข้างหลังไวๆไม่ใส่รองเท้า กำลังคิดอยู่เลยว่าจะบอกให้ใส่รองเท้า .... ไม่ทันละ man down ไปเรียบร้อย 1 คน เหยียบเปลือกหอยเข้าไปเลือดอาบจนร้องเท้าแดง เลยต้องกลับไปขึ้นฝั่งให้เลือดหยุดก่อน ทำท่าจะดี man down เป็นลมไปอีก 1 เนื่องจากอดนอนแล้วใส่เสื้อหนากันไปจนหน้ามืด สรุปภาระกิจวันนี้เลยต้องเลื่อนการดำน้ำออกไป ก็ไม่ว่าอะไร ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องเจอคนมาก บ่ายวันแรกเลยชิวๆกันได้ แล้วก็ไปเดินเล่นตามชายทะเลไปเรื่อย ข้อดีอีกอย่างคือได้กินข้าวเร็วและก็งัดเอา vodka มาละลายพฤติกรรมเล็กน้อย
วันต่อมาเริ่มอยู่ตัวแล้ว ภารกิจจะซ้ำๆคือ เช้า มาม่ากับขนม ออกไปดำน้ำ เที่ยงกับมากินแบบเปียกๆอย่างหิวโหย กินเยอะกว่าปกติประมาณ 3 เท่า ตกเย็นกินแบบตัวแห้งหลังจากยืนรอห้องน้ำหลายชั่วโคตร แล้วก็เมากับ vodka เล็กน้อยแล้วเข้านอน เป็นวัฏจักรชีวิตที่มีความสุขมาก เสียอย่างเดียว น้ำแข็งน้อยไปอ่ะ อากาศร้อนสาดๆ
ปะการังแต่ละที่นั้นก็งามๆทั้งนี้น โดยเฉพาะทุ่งปะการังเขากวางยอดสีฟ้า และ น้ำตาล เห็นแล้วชื่นใจ ปะการังแข็งประเภทอื่นก็เช่นกัน ที่นี่ขาดก็แต่กัลปังหา ที่เจออยู่แค่ช่อเดียวเอง มาครั้งนี้ได้เจอเต่าทะเลด้วย ปลาตัวใหญ่ๆก็เยอะมากๆ เห็นแล้วหิวเรย มีเหตุการ์ณระทึกที่อ่าวแม่ยาย ปะการังที่นี่เยอะมากและทอดยาวไปจดถึงตัวหาด แถมคลื่นก็เป็นระลอกเอาการอยู่ ว่ายไปใก้ๆปะการังจะควบคุมตัวไม่ไหว ขณะว่ายออกมาก็สวนกับเพื่อนที่ว่ายเข้าไป ยังไม่ทันวตะโกนบอก ก็ไม่ทันแล้ว เพื่อนไปติดอยู่ 2 คน กับใครไม่รู้อีก 1 ซึ่งมารู้อีกทีว่เพื่อนลากเข้าไปคิดว่าเป็นเพื่อนกัน ติดอยู่นานทีเดียวกว่าเจ้าหน้าที่จะช่วยออกมาได้ แผลเต็มตัว น่าสงสารปนขำไปทั้งทริปที่เหลือเรย
ที่นี่น้ำลงเร็วและทอดตัวไปไกลมาก สามารถเดินสำรวจระบบนิเวศน์ได้ มีกอดอกไม้ทะเลอันนึงมีทั้งปลาการ์ตูน 2 ชนิด ปูปะการัง ปลาสิงโต อยู่รวมกัน เจ๋งมากๆ ถ่ายรูปมาได้แต่ปูแฮะ ที่เหลือจะถ่ายให้ได้คงต้องแลกกับการเปียกน้ำเลยขอบาย ที่เห็นเยอะมากๆก็ปูกับปลาตีน แซมด้วยปะการังดอกไม้ทะเลที่มีนีโมว่ายไปมา
วันสุดท้ายถึงจะแทบไม่มีคนเลย ความสงบสุขอยู่ที่บ่ายวันสุดท้ายที่เราทำอะไรก็ได้ สั่งอาหารได้ ปลาทอดอร่อยมากและหน้าตาเหมือนตัวที่ว่ายไล่เล่นตอนไปดำน้ำ ห้องน้ำก็ไม่ต้องต่อแถว vacation จริงๆก็ได้ตรงวันครึ่งสุดท้ายนี่แล
กลับถึงฝั่งโดยใช้เวลา 1 ชั่วโมงกับสปีดโบ๊ท และก่อนขึ้นรถทำให้รู้อีกอย่างว่า.... ที่คุระบุรี ราดหน้าเค้าใส่มะนาวด้วย.... รสชาติเหมือนเต้าเจี้ยวบูดมากๆ
Adios... 25 febbraio India - Day 3วันแต่งซะที ช่วงนี้ขี้เกียจมาอัพแฮะ อยากอ่านอยากลองอย่างอื่นมากกว่าด้วยแหละมั้ง ตอนนี้ศึกษากีฬาใหม่อยู่ ไว้ว่างๆจะมาบอกละกัน หึๆ
วันนี้เป็นพิธีแต่งซึ่งพิธีกรรมเนี่ยจัดกันเฉพาะในญาติๆ อันนี้เราไม่ได้รับเชิญในช่วงเช้าบ่าย จะไปก็เป็นพิธีช่วงค่ำเลย ซึ่งก็ดีเหมือนกันเพราะเพลียกันเหลือเกินกว่าจะลากสังขารมาบ้านเพื่อนได้ก็บ่ายแล้ว แถมกับสาวๆต้องเตรียมชุดกันใหม่และทำเฮ็นน่าเพิ่มและอีกมากมาย.... วันนี้ช่วงบ่ายจึงเหลือผม Nike Jane และอีกสาวชาวสวีเดน ออกเดินทางไปด้วยกันยังที่ใกล้ๆ ก็เพราะมีเวลาไม่กี่ชั่วโมงก็แวะๆพอให้ได้บรรยากาศ
กินเสร็จเรียบร้อยเราก็แยกออกมายังรถอีกคัน ก็ innova คันเดิมเพื่อไปยัง Lotus Temple เป็นวัดที่ใช้ในการสวดมนต์โดยไม่ระบุว่าเพื่อศาสนาใด แปลกมะ ประมาณว่าจะสวดอะไรก็สวดไป แต่อย่ารบกวนคนอื่นก็แล้วกัน...
นั่งรถไปประมาณ 40 นาทีก็เห็นตระหง่านเลยครับ วัดใหญ่มาก ดูเผินๆเหมือนห้องบรรยายขนาดใหญ่ตามมหาลัย คนก็เยอะใช้ได้ทีเดียวต้องต่อแถวเข้าไป สภาพด้านนอกก็วุ่นวายมาก ลงจากรถก็เข้าไปเลยไม่กล้าเดินไกล มีเบอร์โทรคนขับเป็นพอไว้เรียกตอนดูจนพอใจ เที่ยวแบบนี้ได้ใจริงๆ
ระหว่างเดินเข้าไปก็เจอผู้คนมากมาย นักท่องเที่ยวต่างชาติก็มีบ้าง ระหว่างทางประมาณครึ่งกิโลที่เดินเข้าไปก็คนเยอะนะ ซักพักเริ่มได้กลิ่น โอว...ความน่ากลัวอย่างแรกของวัน ถอดรองเท้าหน้าวัดด้วย ซึ่งต้องถอดทิ้งรองเท้าไว้ประมาณ 200 เมตรถึงจะเข้าตัววัด ที่ตั้งก็ไม่ได้มีรับฝากอะไรเลย คนแถวๆนั้นก็ดูไม่น่าไว้วางใจเลย จ้องซะกลัวแย่งรองเท้าไปจากมือเลย มองหน้ากับ Nike กันแล้วเราก็ตัดสินใจ เปิดเป้แล้วก็เอารองเท้ายัดเข้าไปเลย ขอแบกล่ะครับ ดีกว่าไม่เหลือให้ใส่ คนอื่นก็เล่นด้วย สงสารเจนเล็กน้อยเพราะเล่นใส่บูตยาวถึงเข่ามา ก็ทนหนักกันหน่อย
เดินต่อกันไปพร้อมรองเท้าในเป้ ก่อนเข้าก็มีเจ้าหน้าที่ประกาศปากเปล่า 4 ภาษาว่าห้ามโน่นห้ามนี่ ที่นี่ไว้ทำอะไร บลาๆๆ เพิ่งรู้ด้วยว่าที่นี่ได้ทุนจากทั่วโลกประมาณนั้น.... พอได้เข้าไปก็รู้สึกว่ามันโล่งๆแฮะ ข้างในก็มีแค่เก้าอี้กับแท่นโพเดียม แค่เนี้ย นั่งดื่มด่ำบรรยากาศได้แปลบๆ ก็เปลี่ยนเป็นดื่มด่ำโครงสร้างข้างในแทน มันทำไว้เจ๋งดีแฮะ แต่ละกลีบทำเป็นมุม 60 องศา ตัดกันตรงกลาง วนครบรอบกันพอดี เนื่องจากข้างในมันโล่งๆไม่มีอะไรเลยก็เลยได้นั่งวิเคราะห์อยู่ต้องนาน
ตอนออกก็มองไปเห็นวัดแปลกๆอยู่สุดตา น่าจะไม่เกิน 4 กิโล เลยปรึกษากันว่าเด๋วไปต่อที่นู่น เหมือนจะง่ายแต่กว่าจะบอกให้คนขับเข้าใจ เกือบจะพาเรากลับโรงแรมซะฉิบ... ขับรถออกวนไปราว 5 กิโลก็ถึง วัดเป็นแบบฮินดู มีพระศิวะรูปดำขลับอยู่ด้านหน้า เดินเข้าไปฝากรองเท้า อันนี้พอฝากได้หน่อยมีการรับบัตรและล๊อกเกอร์ป้ายบอกว่าอีกหนึ่งชั่วโมงจะมีโชว์อะไรซักอย่าง แต่เนื่องจากเราไม่มีเวลาแล้ว เลยต้องเดินเล่นชิวๆ วัดเป็นอาคารสลับซับซ้อน เหมือนตึกเรียนตามมหาลัยมากกว่า เห็นป้ายนึงเขียนไว้ว่า Robot Show ไม่ได้เข้าไปดูแต่ก็ให้ได้คิดว่าวิทยาศาสตร์กับไสยศาสตร์มารวมกันได้ อย่างกับห้างพันทิพย์ที่ร้านเช่าพระสุดขลังจะอยู่ติดกับร้านคอมสุดไฮเทค...
เดินได้แป๊บๆก็ได้เวลากลับเนื่องจากมีงานแต่งงานฝ่ายเจ้าบ่าวรอเราอยู่ กลับถึงโรงแรมก็แยกย้ายกันแต่งหล่อแต่งสวยกัน ออกมาพร้อมเพรียงกันก่อน 5 โมงเย็นอีก แต่ละคนก็อย่างกับท่านทูตจากแต่ละประเทศเลย ดูไฮโซมากๆ น่าเสียดายที่ไม่มีรูปแบบเด๊ะๆให้ได้ดู
ออกเดินทางกันไปพร้อมกันหมด ไปยังสถานที่ที่เพื่อนมันเรียกว่าเป็น farm house ของอา ซึ่งอยู่นอกเมือง ก็เดินทางราวๆ ชั่วโมงนึงเนื่องจากรถติด ไปถึงก็...โอ้ว... งานหรูโคตร จัดดอกไม้ตลอดทางเดิน มีเวที ผ้าระโยงระยาง โต๊ะอาหารไฮโซซึ่งน้อยมาก เนื่องจากเป็นงานค๊อกเทล ดูจากรูปเอาได้เลย
แต่ที่ช๊อคยิ่งกว่าคือ ไม่มีใครมาถึงเลย ไหนนัดไว้ดิบดีไม่มีคนมาวะ ทำให้รู้อีกอย่างว่า คนอินเดียในพิธีก็เหมือนคนไทย คือสายสุดๆก็งานที่เป็นพิธีนี่แหละ
เราก็มานั่งกระจุกกันที่โซฟายาว อากาศก็เย็นมากราวๆสิบกว่าๆ แต่ใส่สูตรมาเต็มยศเลยไม่เป็นไร ที่น่าแปลกใจคือคนที่มาจากสวีเดนและรัสเซียกลับหนาวซะสุดๆ ไอเรากลับชิวๆ สงสัยภูมิต้านทานความหนาวหลังจาไปท่องยุโรปกับการกักตุนไขมันก่อนหน้านี้จะเป็นผล
รอไปเรื่อยๆจนเพื่อนมา และแขกส่วนใหญ่มากันครบ เพื่อนก็ไปนั่งทำพิธีไหว้นู่นไหว้นี่ หยิบข้าวหยิบถั่ว โยนไปนู่นโยนมานี่ ดูแล้วมึนดีแท้ พอเสร็จเจ้าสาวก็มาถึงพอดี ชุดอลังการมากและดูรู้เลยว่าหนักจนเดินไม่ไหวจริงๆ ต้องมีคนจูงอย่างกับคนแก่แน่ะ เห็นแล้วทึ่งจิงๆ
หลังจากนั้นก็เป็นงานของเจ้าสาว ดูจากลักษณะแล้วคงจะเรียกว่าแต่งสวยเจ้าสาว คือเป็นพิธีที่ให้เอาเครื่องเพชรกับของในพิธีอื่นๆมาใส่ หนีบ ติด แขวน ที่เจ้าสาว มีตุ๊กตาเด็กด้วย ผมก็ถ่ายรูปแหลก ชุดของคนในงานนี้แจ่มจริงๆ อยากซื้ออุปกรณ์กล้องเพิ่มก็ช่วงนี้แหละ
หลังจากนั้นก็เป็นการแนะนำตัวญาติๆ เหมือนกับ งานรับน้องที่ทุกๆคนต้องขึ้นไปบนเวทีทีละคนเพื่อแสดงความสามารถ แต่ที่นี่อินเดีย ดังนั้นจึงเต้นแหลก ขนาดเจ้าสาวยังเต้นกับชุดหนักอึ้งได้ นับถือมากๆ ที่เด็ดสุดคงจะเป็นน้องสาวของเพื่อนที่หุ่นดีมากๆ เห็นแล้วหลงเลย เหอๆ แต่มีแฟนมาคุม อันนี้ก็ต้องถอยทัพล่ะค้าบ ซักพักก็เป็นคิวของผองเพื่อนเจ้าบ่าว นั่นก็คือพวกกระผมด้วย ตอนแรกก็เตรียมซะดิบดีว่าใครยืนตรงไหนเต้นยังไง พอขึ้นเวทีกลับกาลยเป็นเพื่อนๆประมาณ 20 คนไปเกาะกลุ่มกันเต้นเหยงๆกันบนเวที เอ้อ แล้วให้พวกตูมาทำอะไรวะ... พอจบไปเพลงนึงก็ต่อเลย ไอเราก็หิวตาลายแล้วก็เต้นมั่วๆไป มันดี มันแบบหิวๆหวิวๆ
พอลงมาก็กินล่ะครับ วันนี้เป็นบุฟเฟต์ โต๊ะยาวมากเป็นอาหารนานาชาติแบบมังสวิรัตที่เยอะที่สุดที่เคยเห็น อาหารไทยก็มีเป็นยำอะไรซักอย่างกับผัดไทย รสชาติไม่มั่นใจนักรู้แต่ว่าหิวมาก กินข้าวเย็นตอนสามทุ่มครึ่ง กินไปก็หนาวไป เลยหนีไปกินชา ชานมร้อนๆ อร่อยสุดๆ แต่แล้วก็ต้องเปลี่ยนใจเมื่อเพื่อนชาวรัสเซียเดินกลับมาจากบาร์พร้อมคอนแยคผสมน้ำร้อนแบบครึ่งๆ โอวสุดมากๆ เราเลยเริ่มงานเฮฮาเต็มที่ที่จุดนี้เอง เริ่มมึนๆก็ออกไปเต้นบ้าง ถ่ายรูปเอามัน มีเพื่อนของเจ้าบ่าวอยากให้เราไปงานแต่งเค้าในปีหน้าด้วย ตอนนี้ชาวต่างชาติอย่างเรากลายเป็น celeb เต็มตัวแล้ว งานแต่งคนอื่นยังอยากชวนให้เราไปเลย คิดแล้วฮา....
อยู่จนดึก กินไปหลายแก้ว พูดคุยกับคนอื่นๆไปทั่ว สนุกมากๆ เพื่อนมันยังไปต่อกันอีก แต่เราเริ่มไม่ไหวแล้วเท้ามันเย็น ส่วนสาวๆเนี่ยยิ่งกว่า ไปต่อมีหวังได้หามกลับแน่ๆ เลยขอลากลับโรงแรมมานอนหมดแรงตอนตี 3....
เฮ้อ จบละงานแต่งวันแรก.... เด๋วกลับมาใหม่ งานแต่งวันที่ 2 สุดกว่านี้อีก อิอิ
14 gennaio India - Day 2ในเวลาต่อมา.....
ตื่นขึ้นมายังเช้าวันแรกในอินเดีย อากาศเย็นสบายๆ กินข้าวเช้าในห้องแล้วออกมารอรถเพื่อเดินทางไปชมเมืองและไปยังบ้านเพื่อน ซึ่งจริงๆแล้วก็เป็นบ้านของลุงคนหนึ่งของเขาใน delhi ลืมบอกไป เพื่อนผมไม่ใช่คนเมืองนี้... กว่ารถจะมาถึงก็งงเล็กน้อยว่านานจริงๆ ไหนว่าไม่ไกล โทรคุยกันไปมาก็รู้ว่าวันนี้รถติดนิดหน่อย.... นิดหน่อยไรวะช้าไปเกือบชั่วโมง...
รถมาถึงละ เป็นโตโยต้า innova สีขาว นั่งกัน 6 คนพอดี ออกจากโรงแรมไปซักพักก็เข้าใจเลยว่า ทำไมมันถึงช้า ถนนที่นี่สุดบรรยายมาก ทุกยานพาหนะเดินทางได้ในทุกทิศทางจริงๆ เกวียน รถบรรทุก สามล้อ รสบัส รถเก๋ง มอเตอร์ไซค์ รถลาก แทร็กเตอร์ รถตู้ จักรยาน วิ่งอยู่บนถนนเดียวกัน .... สุดจริงๆ
เสียงก็ดังเหลือร้าย บีบแตรบ่อยกว่าเหยียบเบรกแน่นอน บวกกับลักษณะของคนอินเดียข้อที่สองจากคราวที่แล้ว ไม่เคยฟังใคร ผลก็คือบีบแตรไปเถอะครับ คนก็ยังข้าม รถก็ยังปาดไปมาเหมือนเดิม ตามสี่แยกก็เต็มไปด้วยขอทานที่อาศัยอยู่บนเกาะกลางถนน ย้ำว่าอาศัยที่นั่นจริงๆ แบบว่าหุงหาอาหารตรงนั้นจริงๆ พอเด็กๆขอทานเห็นรถเราก็ตรงดิ่งมาเลยครับ ทั้งตะโกนทั้งเคาะ เจอในกรุงเทพหรือที่เมืองจีนเนี่ยชิดซ้ายไปเลย ที่นี่ดูแล้วรู้เลยว่า ลงไปตูโดนทึ้งแน่ๆ...
โปรแกรมของวันนี้คือไปเดินเล่นที่ Qutb Minar ซึ่งเป็นโบราณสถานสำคัญแห่งหนึ่งใน delhi หลังจากนั้นเราก็กะจะจัดการเรื่องทัวร์และมาพูดคุยกับคนในบ้านนี้...ก็ชิวๆแหละครับวันแรก
ไม่นานก็ถึง Qutb Minar ซึ่งจะมี Quwwat-ul-Islam, India’s oldest mosque ซึ่งสูงตระหง่าน เห็นแต่ไกลเลย ลงจากรถไปซื้อตั๋วเจอราคาต่างชาติไปเลยครับ ประมาณ 10 ดอล ราคาคนอินเดียถูกกว่านิดหน่อยครับ ประมาณ 10 เท่าเอง เหอๆ ทางเข้ามีกรอบไม้เล็กพร้อมไฟเขียวไฟแดง เดาว่าเป็นเครื่องตรวจจับโหะ ก็ว่าท่าจะเรื่องยาว ที่ไหนได้เดินผ่านไป ไฟแดงขึ้น แล้วก็ไม่ต้องทำอะไร เดินผ่านไปได้เลย เอ้า แล้วมันจะเอามาตั้งไว้ทำไมฟะ คนก็เยอะนะเพราะเป็นวันเสาร์ แปลกพิลึก... เข้ามาซักพักก็เห็นว่าในนี้มีซากปรักหักพังมากมายซึ่งมีอายุเป็นพันๆปีทั้งนั้น ก็เดินดูไปรอบ เนื่องจากเวลามีน้อยเลยต้องเดินเร็วหน่อย ระหว่างเดินก็สังเกตได้เลยว่าคนมองมาแบบว่าเกือบจะมุงเลย ตอนแรกก็คิดว่าเพราะเพื่อนๆเป็นฝรั่งผมบลอนด์ แต่ตอนเราแยกตัวมาก็มุงเราแฮะ แถมมาเล็งๆกล้องด้วย ให้เสียวเล่นๆว่า อย่าวางทิ้งไว้นะ เด๋วสอยๆ บางคนกล้าหน่อยก็เข้ามาขอถ่ายรูปด้วยเลยเหมือนเป็นดาราไปเลย บ้างก็พยายามผลักดันให้เด็กๆที่ไม่ได้รู้เรื่องเลยมาถ่ายรูปกับเรา ฮาดี...
สถานที่สวยงามและดูแลดีมาก บรรยากาศก็ประมาณปราสาทหิน ที่จะมีเป็นกองๆหิน สิ่งก่อสร้างโบราณบนพื้นหญ้าเขียวขจีแบบหลอกๆกับต้นไม้ตัดแต่งอย่างดี และหอมัสยิดนี่ก็สูงได้ใจมาก พันกว่าปี...ทำได้ไง เดินวนรอบนึงแล้วเราก็ออกมาเพื่อไปยังบ้านอาของเพื่อนกันซึ่งระยะทางประมาณ 5 - 6 กิโล แต่ก็ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เข้าไปในซอยลึกๆ กำแพงสูงๆ เริ่มเห็นสภาพบ้านแถวนั้นว่ามีตังใช้ได้ แล้วรถก็จอดที่บ้านเลขที่ 107 ประตูบ้านมหึมาเปิดออกเห็นเป็นทางเข้าไป โอว บ้านใหญ่โคตร เหมือนหลุดมาอีกโลกนึง ตอนนี้พอรู้ละว่าเพื่อนตูมันรวยประมาณไหน น้องชายเพื่อนออกมาต้อนรับแล้วพาไปนั่งยังห้องบาร์ ใช่แล้วครับ บ้านนี้มีบาร์ที่จดทะเบียนด้วยนะ อะไรมันจะขนาดนั้น แล้วก็เอาเครื่องดื่มมาต้อนรับเป็นนมโยเกิร์ตที่มีเครื่องเทศบวกรสชาติเค็มๆครับ ทานไปได้อึกนึงด้วยความกระหาย ไม่น่าเชื่อครับ ไม่หิวน้ำอีกเลย เรียกว่าไม่อยากกินอะไรอีกเลย.... อยากบ้วนปากแทน แหงะๆ
หลังจากเครื่องดื่มเราก็เดินชมบ้านกัน บ้านนี้มี 3 ชั้น โดยอยู่กันเบ็ดเสร็จ 8 คน คนงานน่าจะประมาณ 20 คนแถมต้อง stand by 24x7 ด้วยนะ ตรงกลางเป็นโถงใหญ่มีบันไดวนอยู่ตรงกลาง และเป็นหินอ่อนหมด เดินขึ้นมาชั้น 2 ก็จะเป็นส่วนรับแขกอีกส่วน ห้องพระแบบฮินดู และห้องทีวี พอดีมีช่างเฮนน่าซะด้วย ซึ่งเพื่อนบอกว่าให้บินมาจาก mumbai รึไงเนี่ยแหละ เพื่อจะมาทำให้สาวๆที่จะร่วมงาน รวมถึงเจ้าบ่าวเจ้าสาวในวันงานด้วย โห...ไฮมั้ยครับพี่น้อง
สาวๆทีมเราก็เลยอยากด้วย ซึ่งเค้าก็ยินดีทำให้โดยไม่ว่าอะไร กว่าจะเสร็จก็รอกันจนเกือบบ่าย 2 แน่ะ ก็กินข้าวเที่ยงที่นั่นแหละครับ เอ้อ ที่บ้านนี้กินมังสวิรัต และในงานด้วยและหมายความว่า 3 วันนับจากนี้ ผมและทีมงาน จะไม่ได้กินเนื้อเลย เอ่อ....
ทานอาหารซึ่งบอกไม่ถูกเลยว่ามีเครื่องเทศอะไรบ้าง งงไปหมด แต่ก็อร่อยนะ อาหารเค้าจะใช้ cottage cheese แทนเนื้อสัตว์ จึงจะเห็นอยู่ในแกง ของทอดและอื่นๆมากมาย สาวๆก็ทานกันยากหน่อยเพราะเฮนน่าเต็มมือ กินอาหารเที่ยงตอนบ่าย 3 ด้วยเลยยิ่งพาลให้กระเพาะมีอาการปั่นป่วนเล็กน้อย.... หวังว่าจะไม่เปื่อยนะตู
หลังจากนั้นก็เดินชมบ้านไปเรื่อยๆ จนถึงห้องใต้ดินที่เป็น gallery ของลุงเค้า โห... มีรูปเยอะโคตร น่าจะแพงด้วย มุมห้องยังเป็นบาร์เล็กๆอีกนะ เคยจัดโชว์ด้วย อูว สุดๆ.... ข้างไปเป็นห้อง fitness กับห้องเซาวน์น่าเก่า อะไรจะขนาดนั้น... หลังบ้านมีร็อดไวเลอร์ 2 ตัว และพันธุ์แพงๆคละขนาดอีก 4-5 ตัว รถไม่หรูครับ แต่ว่า 10 คัน....
ช่วงเย็นญาติๆก็มากันเต็มไปหมด เรียงลำดับกับมั่วไปมั่วมา ยังงงอยู่ว่าทำไมมันเรียกแม่หลายคนจังวะ รู้สึกว่าเป็นการเรียกอาๆป้าๆเพื่อความสนิทสนม... เค้าเอาชุดที่เจ้าสาวจะใส่มาให้ดู...อลังการมาก เหมือนชุดลิเกเลย แต่บ้านรวยขนาดนี้คิดเหรอครับว่าจะธรรมดา... เริ่มจากเป็นไมชั้นดีของอินเดีย ประดับด้วยพลอยจริง คริสตอลของ swarovski ที่สั่งมาเอง ตัดเย็บด้วยช่างที่พักร้อนมาจาก paris .... ราคาเดาเอาเองครับ ผมกะๆไว้ก็ 4 แสนครับเพราะชุดใส่ทับไปมากว่า 4 ชั้น หนักขนาดเดินไม่ได้ล่ะครับ เฉพาะผ้าพันเอวก็ประมาณ 10 กิโลแล้ว....
แล้วก็ช๊อครอบสองตอนที่เค้ามาบอกว่า อ่ะเนี่ยชุดที่จะให้ใส่ เอ้า เอาจริงรึเนี่ย นึกว่าพูดเล่น แล้วก็ยื่ชุดสีเขียวมาพร้อมกับมีป้ายชื่อเราอยู่ เอ้ย ของตูจริงๆด้วยแฮะ แล้วเค้าก็อธิบายว่าเนี่ยเด๋วใส่วันแต่งนะ แล้วก็ผ้าพาดคอค่อยแกะออกมา รู้สึกเหมือนเป็นดารามากขึ้นเรื่อยๆ ไม่พอเค้าบอกว่าเนี่ยเด๋วไปกันเลย ไปที่ร้านที่เค้าตัดแล้วก็ไปซื้อรองเท้าด้วย เฮ้ย ขนาดนั้นเลยเหรอ
ออกเดินทางไปกัน 3 คันไปร้านที่ตัดเสื้อเลย ไปลองแล้วก็ดูว่าต้องปรับตรงไหนบ้าง ขอผมใหญ่ไปนิด เค้าจะแก้ให้แล้วมาเอาไปลองอีกที ร้านก็เล็กๆนะ แต่ว่าแต่ละชุดก็ดูหรูหรามากๆ ชุดนี้ท่าทางจะไม่ธรรมดาเช่นกัน ถึงจะเป็นผ้าธรรมดาแต่ให้กันขนาดนี้ก็รู้สึกเจ๋งง่ะ
เสร็จก็ออกมากันอย่างทุลักทุเล เข้าไปในร้านค้าต่างๆเพื่อไปหารองเท้ากันสำหรับชุดเราทั้ง 6 คน ร้านค้าแถวนี้ก็ดูดีนะเหมือนประมาณในตลาดประตูน้ำแต่สกปรกกว่าหลายเท่า ซักพักก็ได้เป็นรองเท้าอินเดียมาคู่นึงสีน้ำตาลเข้มราคา 1300 รูปี ก็พันนึงแหละ เสร็จสรรพก็เดินทางกลับไปพัก....
...หมดไปหนึ่งวัน เหนื่อยมาก ข้อมูลมากมายไหลผ่านเข้าหัว นี่ยังเล่าไม่ถึงหนึ่งในสิบเลยนะ... เด๋วมาดูกันต่อว่างานแต่งวันแรกจะเป็นยังไง...
สวีดัส... 05 gennaio India - Day 1หลังจากการเลี้ยงฉลองหลายค่ำคืนติดๆกันผลที่ได้คือคออักเสบและลามไปถึงหู..... ที่ไม่ได้เป็นมานานหลายปีแล้ว สาเหตุหลักๆคือเชื้อไข้ที่ฝากไว้จากเพื่อนที่แสนดีกับควันบุหรี่มากโขในร้านสองสลึง จนต้องเปื่อยเจียนตาย ค่ายาไปอีกเฉียดพัน แถมด้วยงานที่ทวีความยากและวุ่นวายไปทุกๆวัน พาลจะทำให้ลาป่วยไม่ได้ซะอีก เวงๆๆๆ
ว่ากันเรื่องไปอินเดีย เริ่มต้นที่ว่าไปสัญญิงสัญญากับเพื่อนไว้ว่าจะไปงานแต่งถ้าคนอื่นไปด้วย ก็เล่นไปกันตั้ง 5 คนแล้ว แถมเราก็ใกล้สุด จะไม่ไปก็กระไรอยู่ ก็เลยจัดแจงเตรียมตั๋วและวีซ่าให้พร้อม ขอบอกว่าวีซ่าขอไม่ยาก กรอกฟอร์มแล้วยื่นก็ได้แล้ว
ออกเดินทางเย็นวันศุกร์ ออกจากออฟฟิส 3 ครึ่ง จากสีลมให้ไปถึงสุวรรณภูมิให้ทันกับเที่ยวบิน TG 315 กรุงเทพ - เดลฮี ก็ฉุกละหุกเล็กน้อยตอนออกมาจากออฟฟิส กะว่าไปเร็วหน่อยกลัวรถติด ป้าด 4 ครึ่งถึงแล้ว เวลาเหลือ 3 ชั่วโมง อุตส่าห์เช็คอินออนไลน์ ไปถึงเค้าเตอร์มันปิด ก็ไปเช็คอินธรรมดาอยู่ดี แสนเซ็ง
เดินวนไปมาเล่นๆหลังเช็คอิน ไม่รู้สึกว่าเป็นสนามบินซักเท่าใหร่ รู้สึกเหมือนอยู่ในห้างมากกว่า สนามบินบ้าไรวะขายแต่ของ เฮ้อ...
สุดท้ายได้ขึ้นเครื่องออกเดินทาง อาหารบนเครื่องก็แจ๊คพ็อตเลย เป็นแกงไก่กับข้าวไรไม่รู้ ดีนะที่กินมาแล้วบ้าง กินได้แต่ไก่กับสลัดแฮะ ไอ้ที่เละๆเหมือนข้าวนี่กลืนไม่ค่อยลงเลย และก็ไม่ลืมที่จะสั่งแอลกอฮอล์มาล้างปากก่อนงีบ
หลับแป๊บๆก็ถึงแล้ว มองออกไปราวกับเมืองในหมอก สวยดี แสงมันเหลืองๆไปหมด ไม่สว่างมากแต่ก็เต็มไปหมด เป็นไฟถนนหนทาง เมืองมันใหญ่ใช้ได้เลย เอ้อ..ลืมบอกไป คนส่วนใหญ่บนเครื่องเป็นคนอินเดีย ทำให้ผมเห็นสองลักษณะของคนอินเดีย หลังจากเครื่องลงจอด ซึ่งตามปกติแล้วห้ามลุกจนกว่าจะจอด แต่...ไม่มีใครฟังเลยครับ ลักษณะอย่างที่หนึ่ง อย่างงง มันลุกเปิดของกันเลย ทั้งๆเครื่องเพิ่งลง เครื่องยังสั่นๆอยู่เลย แอร์ก็โวยวาย Please sit down!!! บอกไปพลางปิดที่วางของ แต่จะไปสู้กับผู้โดยสารได้ยังไงกันตั้งเป็นสิบ สุดท้ายก็อย่างกับรถเมล์ ยังไม่จอดก็ยืนออกันเต็มทางเดินแล้ว
ลักษณะอย่างที่ 2 ขออณุญาตใช้คำตรงๆว่า ซ๊กม๊ก..... คือระหว่างตอนที่เดินออกมาจะเครื่อง ผมสาบานได้เลยว่านี่เป็นเครื่องบินของสายการบินไทยที่สกปรกที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา มันเละมาครับ ยิ่งกว่ารถด่วนสายใต้อีกครับ โอ้ว...นี่หรือสภาพที่เราต้องอยู่อีก 9 วัน
ออกมาจากเครื่องก็รู้สึกเย็นนิดๆ สนามบินที่นี่ขนาดอาคารใหญ่ประมาณที่หาดใหญ่ แถวยาวๆคนเยอะๆ ผ่านต.ม.ไปอย่างง่ายดาย ออกมาพบกับทางออกซึ่งน่างงมาก เนื่องจากเพื่อนบอกว่าจะส่งรถมารับ ซึ่งก็คงมีคนชูป้ายชื่อเรา ซึ่งก็คงชื่อยาวๆ ใช่ครับฟังดูง่าย แต่ไหนได้ ป้ายเป็นร้อย แต่ละคนก็ชื่อยาวๆกันทั้งนั้น อ่านกันระวิงเลยครับ ระหว่างนั้นก็ได้ยินคนตะโกนชื่อเรามาแต่ไกล หันไปก็เจอเพื่อนสองคน คนอินเดียเจ้าของงาน, Baiya และเพื่อนชาวเบลเยี่ยมที่ไปหาเมื่อครั้งท่องยุโรป, Nike ยืนยิ้มหน้าบานอยู่ใกล้ๆทางออก ยังไม่ตื่นเต้นมากเนื่องจากเพิ่งเจอกันมาตอนไปลอนดอน
ออกมาขึ้นรถที่จอดอยู่ด้านนอก เป็นรถเล็กสีขาวหนึ่งคัน สภาพรอบๆไม่รู้สึกเหมือนเป็นสนามบินเลย คนพลุ่งพล่าน ฝุ่นฟุ้งกระจาย เสียงแตรทั้งรถบรรทุก รถสามล้อ ทุกประเภท เนื่องด้วยลักษณะ 2 ข้อที่กล่าวมาข้างต้น ลองคิดดูสิครับว่ามันเป็นยังไง
รถออกไปพร้อมกับผม nike และน้องชายของ baiya ซึ่งพยายามอธิบายสิ่งต่างๆให้ฟัง แต่ผมระทึกกับรถบรรทุกที่ห่างจากหน้าผมไม่กี่เซนมากกว่า ที่นี่ขับรถน่ากลัวโคตรๆ
ออกมาซักพักก็ถึงโรงแรม ซึ่งชื่อว่า icon tower แต่เป็นแค่ห้องแถวแฮะ ข้างนอกดูโอเค ข้างในหรูหราเลยทีเดียว เข้าไปก็จัดแจงข้าวของเล็กน้อยเพราะต้องอยู่ที่นี่ 3 คืน ซักพักน้องเพื่อนก็สั่งอาหารมาให้เป็นชีสทอดกับน่องไก่ทอด อย่างงงเล็กน้อยว่า ตี 2 กว่าแล้วยังจะสั่งได้เรอะ
ก็นั่งรอไปเรื่อยครับเนื่องจากรอสาวๆจาก สวีเดน รัสเซีย และ ไต้หวัน ที่ต่างก็ delay กันคนละเล็กละน้อย สองสาวพี่น้องชาวสวีเดนมาก่อนเลย, angels, ตามมาด้วยชาวรัสเซีย, little bear, และสาวไต้หวัน, lu เรามารวมตัวกันที่ห้องผมกับ nike และกินของว่างที่สั่งมา อร่อยจริงๆแฮะ สงสัยหิวด้วย เพื่อนชง black ให้ ก็ baiya มันขาเที่ยวเช่นกันเลยลุยดื่มมันตั้งแต่วันแรกซะ ในห้องมีเหล้าอยู่เยอะมาก พอกินได้ 3 วัน เราคุยกันได้เรื่อยๆ และผมก็ไม่วายโดนแซวเรื่องตอนไปแร๊บบ้าอยู่บนเวที เหอๆ ไม่อาวแล้ว
ผมไม่ได้เจอเพื่อนเหล่านี้ก็ 6 ปีเต็ม หลังจากจากกันที่อเมริกา เราดูสูงขึ้นบ้าง ผมเปลี่ยนไปบ้าง แต่นิสัยเรายังเข้ากันเหมือนเดิมเด๊ะ ก็มีแต่น้องของ angel ที่ผมเพิ่งเคยเจอ สวยทีเดียว เราคุยไปจิบ black ไปจนตี 4 ก็แยกย้ายไปนอน... ผมรู้สึกได้เลยว่า เที่ยวครั้งนี้ไม่ธรรมดาแน่ๆ
พรุ่งนี้จะพาไปยังบ้านเพื่อนชาวอินเดีย...เด๋วได้รู้กัน
25 dicembre Lose yourselfไม่น่าเชื่อว่าคราวนี้หายไปเกิน 1 เดือน สิ้นปีทีไรมีให้ได้เลี้ยงให้เที่ยวให้ได้เสียตังอยู่เรื่อย อัพเดตไม่ทันแล้วนะเนี่ย....
ก่อนจะไปว่ากันเรื่องไปเที่ยวอินเดีย ขอบอกเรื่องเมื่อเดือนที่แล้วก่อน พอดีว่ามีงานเลี้ยงของบริษัท จัดอย่างยิ่งใหญ่ตรงบริเวณหน้าตึกเซ็นทรัล มีเวทีพร้อมสำหรับวงดนตรีของบริษัท มีอหารพร้อม และที่สำคัญสุดและไม่วายที่ทีมผมจะเข้าไปจองที่แต่เนิ่นๆ.... บูธเบียร์ช้าง เหอๆ
งานเฮฮาไปเรื่อยด้วยความฮาอย่างเมาๆของทีมผม และปิดท้ายของงานในคืนนั้นด้วยผม พี่ชาย เพื่อนในทีม และ boss ของผม ขึ้นไปร้อง hiphop บนเวทีด้วย remix ที่ผมทำขึ้นมาเอง... มันได้ใจจิงๆ
ร้องเพลงในเกะกลายเป็นเด็กๆไปเลย ขอให้ทุกคนได้มีโอกาสได้ลอง มันได้ใจมากๆ และต้องขอขอบคุณแฟนเพลงในวันนั้นเช่นกัน เหอๆ
คราวหน้ามาเล่าเรื่องอินเดียละ....
Happy Christmas Y'all !!! 18 novembre Can't do or didn't do?เมื่อต้นเดือนได้ไปงานจุลกฐินที่อุบล นำทีมโดยน้าอาของผมเองรวมกับเพื่อนๆของอา.... งานนี้ตอนแรกคิดว่าแจมฟรี แต่มีเพิ่งรู้ว่าเป็น post-paid เก็บตังทีหลัง อ่านะ ไม่จ่ายได้ยังไงกัน...
ออกเดืนทางตอนเช้าตรู่วันเสาร์ เพื่อค้างที่อุบลหนึ่งคืนแล้วทำงานกฐินจนเสร็จภายใน 1 วันตามสโลแกนจุลกฐิน คือพิธีทั้งหมดตั้งแต่เก็บฝ้าย ตาก แกะเม็ด ดีด ปั่น ทอ ย้อมสี จนเป็นผ้า ต้องเสร็จภายในวันเดียวและเป็นแรงบุญแรงงานล้วนๆ ฟังดูเจ๋งดีมั้ยล่ะ
เริ่มก็งงเลยด้วยที่ว่ารถเมล์นัดแล้วไปผิดที่ เหมือนเป็นลาง เพราะหลังจากนั้นหลงอีกเรื่อยๆ ระหว่างทางได้แวะปราสาทหินพนมรุ้งตั้ง 45 นาที...ก็นะเรียกว่าแวะจริงๆปหละยังไม่ถ่ายรูปอะไรมากมายก็ต้องกลับแล้ว เอ้อ แอบเจอฤๅษีตาไฟด้วยพร้อมลูกศิยษ์มากมายรายร้อมเพื่อถ่ายรูป...
หลงไปมากว่าจะถึงอุบลก็สามทุ่มครึ่ง หิวโคตร กินร้านข้าวต้มข้างโรงแรม รสชาติลืมไปแล้วรู้แต่ว่ากินไปมากโข.... โรงแรมนั้นเจ๋งมาก เป็นโรงแรมเก่าแก่ที่เพิ่งจะปรับปรุง lobby อลังการมาก มีทีวีจอแบน 10 นิ้วของซัมซุงดูหรูหรามาก แต่คงจ่ายเงินค่าล๊อบบี้มากไป ข้างบนสภาพประมาณหอเก่าเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ว่าไปแล้วน่าจะถ่ายรูปมา
เช้าวันต่อมาก็ตื่นไปงานกฐินที่วัด ซึ่งใกล้มาก เดินไปก็ได้ คนแยะมากเพราะนอกจากพวกเราแล้วยังมีบริษัทอื่นๆมาร้วมด้วย ดาราก็มี ผิดจากที่คิดไว้คิดว่าจะต้องมาออกแรง ที่แท้คนช่วยเยอะมาก ชาวบ้านก็กลัวเสร็จไม่ทันเลยมาทำด้วย ก็ดีไปอีกแบบ เลยมีเวลาถ่ายรูปเหลือเฟือ...
สายๆเราก็ออกไปวัดป่ากัน เป็นวัดป่าที่ใหญ่โต มีชาวบ้านจากจังหวัดใกล้เคียงมาเยอะมากๆๆ ตัวศาลาวัดเป็นหินอ่อน ยังคิดอยู่เลยว่าเมื่อ 10 ปีก่อนเนี่ยคนบริจาคเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ ออกมาดูที่ป้าย อ้อ... สนับสนุนโดยบ.อุบลหินอ่อน... มิน่าๆ
วัดต่อมาเป็นวัดที่มีรูปร่างเป็นเรือ มีสองลำคือเป็นเครื่องดินเผา ตั้งอยู่บนบก ส่วนอีกหลังอยู่ในน้ำจริงๆเลย มีปลามากมายในเขตอภัยทาน แต่เห็นแล้วน่าทานมาก 2-5 โลครับ ขอบอกๆๆ รูปร้างดูแปลกๆนะ แต่ก็ดีไปอีกอย่าง ไม่น่าเบื่อ
กลับมาที่วัดในตัวเมืองอุบลก็บ่ายกว่าๆ หลังจากกิน"หมี่กะทิ" ซึ่งอร่อยนะ แต่เหมือนกินขนมจีนน้ำพริกแฮะ.... ที่วัดตอนนี้พิธีเดินตุงก็เริ่มพอดี ประมาณว่าเอาเงินมาต่อๆกัน แล้วเดินให้ได้ 3 รอบ ไอ้เราก็อยากจะเข้าไปอ่านะ แต่อยากถ่ายรูปมากกว่า เนื่องจากเมมมีน้อยเลยต้องชั่งใจบ้างกว่าจะถ่ายแต่ละครั้ง... ปัญหาการเดินก็คือแบงค์ที่ต่อๆกันมันเกิดอาการขาดบ้าง เลยต้องหยุดซ่อมโดยการเย็บต่อกันใหม่อยู่เรื่อยๆ ตัวตั้งตัวตีในการเย็บเป็นสองสาวจากบริษัทใดไม่ทราบได้ เพิ่งมารู้ตอนหลังว่าเป็นดาราชื่อ โอ๋ ญดา.... มิน่า หน้าตาบ่งบอกมากว่าไม่น่าจะเป็นสามัญชนเหมือนเราๆ เก็บภาพมาเล็กน้อย ไม่อยากขวางทางบุญ แฮ่ๆ
หลังจากเดินเสร็จก็มีการทำพิธีอีกเล็กน้อย พรมน้ำมนต์ สวดๆๆ แล้วก็อัญเชิญผ้าที่ย้อมเสร็จมาทำการเดินรอบ... ไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมต้องเดินหรอกนะ และคราวนี้ต้องรอบใหญ่ด้วย... และปัญหาใหม่ก็เกิด คือไอ้เงินที่ต่อๆกันก่อนหน้านี้น่ะ เค้ากะจะคลี่ออกมาเดินด้วย...โอ้ว ม้วนเก็บก็ว่ามั่วแล้ว คลี่ออกมาตอนเดินและห้ามตกพื้น ยิ่งมั่วใหญ่ ถ่ายรูปอยู่ดีๆ เลยต้องเข้าไปช่วยซะไม่รู้ตัว.... กว่าจะได้เล่นเอาโหวกเหวกจนเหนื่อย..
ระหว่างนั้นสาวนักเย็บเงินก็ถามมาว่า...ต่อยอดกฐินมั้ยคะ.... เออแฮะ... ผมเองยังไม่ได้จ่ายเลยซักกะใบเดียว ว่าแล้วก็ควักไป 1 ใบเขียว .... ขอให้ถ่ายรูปได้สวยๆนะคะ.... เออแฮะ.. ได้ผลด้วย รูปตอนวิ่งเนี่ยถ่ายแล้วได้ใจมาก น่าโปะไปเยอะกว่านี้ จะได้รูปสวยเพิ่ม ว่าไปนั่น
เดินครบก็ขึ้นสู่ตัววัด....ทุกคนก็มานั่งกันตรงกลาง...ตุงมาละ เค้าว่าให้ติดรอบ...โอวร้อนตูอีกละ ยืนๆถ่ายรูปอยู่ก็ไปช่วยๆ...หลังจากนั้นยังมีกลองยกเข้ามาอีก เข้าไปช่วยก็ไม่ได้ดูเลย ตอนลุกขึ้นมา หลังไปโดนหน้าต่างเข้าเต็มๆ เจ็บเอี้ยๆ
พิธีก็เรื่อยไป สวด มอบ สวด มอบ สวด เจ้าอาวาสเปลี่ยนเป็นผ้าที่ถวายไปให้ เทศน์ นิดหน่อย....หลังจากนั้นก็กรวดน้ำ อ้อ ยอดเงินก็ 999.999 บาทจริงๆก็มากกว่านั้นแหละ แต่ก็เพื่อมงคลแหละ...
ตอนออกมาก่อนพิธีสุดท้าย บังเอิญได้เจอะกับโอ๋ ญดาพอดีเลย เค้ากำลังหาที่เอาน้ำไปเทอยู่ เราก็เพิ่งไปเทมาเลยพาไป ถามไปว่าเค้ามาตั้งแต่เช้าเลยเหรอ เค้าว่าใช่แล้ว ตั้งแต่เช้าตรู่เลย.... อืมนะ อึดกว่าเราแยะเลย ขยาดเราอู้ไปเที่ยวตั้งหลายที่ยังเพลียเลย นี่อยู่ในงานตลอด... ใบชาอ่อนมากๆ
เป็นอันเสร็จละ เราก็ออกเดินทางกลับกัน ถึงก็โน่น 9 โมงเช้า เลยได้ลาเปื่อยไป 1 วันเนื่องจากยังไม่หายดีแถมไม่ได้นอน.... ไปครั้งนี้คงได้บุญบ้าง... แต่ที่แน่ๆ ... เจ็บหลังไป 2 วันค้าบ
ช่วงนี้อยากเจอเพื่อนเก่าๆแฮะ ชวนไปเอาบุญแบบนี้บ้างก็ดีนะ แทนที่จะเลี้ยงกันเอง กินกันแล้ว ยังได้บุญร่วมกันเนี่ย สงสัยต้องลองๆ ว่าแต่มีใครจะเอากะผมบ้างล่ะ...เหมือนคำในโฆษณาที่ว่า "เป็นไปไม่ได้ ทำไม่ได้ หรือ ไม่ได้ทำ" มันโดนดีแท้...
ไป mix เพลงก่อนล่ะ สวัสดี... 24 ottobre 3 bullets roulette... ไม่แน่ใจว่าเขียนไปถูกมั้ย .... ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงล่ะครับ
หยุด 3 วันพี่น้องไปเที่ยวไหนกันมาบ้าง เป็น pretty freelance ที่บ้าน นอนอืด เที่ยวน้ำตกอันแสนไกล ไปหาดกว้างใหญ่.... ส่วนผมว่าจะประหยัดเงินไม่ไปไหน กลับกลายเป็นใช้เงินซะสะบั้นอีกแล้ว...ก็นะ... ไม่คลายเครียดเด๋วบ้ากันพอดี
วันเสาร์เริ่มด้วยการไปยิงปืน ไปลงเรียนหลักสูตรเบื้องต้นเอาไว้ เลยต้องตื่นแต่เช้าออกไปยังวิภาวดี 62 สนามยิงปืนตำรวจ... หายากนิสนึง ไปถึงก็กรอกข้อมูลให้เรียบร้อย ข้างในศูนย์เป็นห้องแอร์เล็กๆ เป็นลักษณะข้าราชการแนวใหม่กลุ่มเล็กที่มีความสุขอยู่ด้วยกัน มันดูออกได้ครับ จากลักษณะการทำงานของเขา...เลือกปืนเสร็จก็จ่ายตัง 1750 ผมใช้ .38 ลูกโม่ มาตรฐานตำรวจไทย พี่ชายผมใจป้ำเลือก .45 ออโต้...ทำไมใจป้ำน่ะเหรอ กระสุนมันแพงกว่า .38 อยู่เท่าตัวน่ะสิ หุๆ
ก่อนการยิงก็มีการเรียนกันในช่วงเช้า น่าเบื่อเล็กน้อยแต่เค้าก็บรรยายได้ดี ให้ทุกคนได้เห็นว่าปืนแบบไหนดียังไง ทำให้รู้อย่างนึงว่า ใช้ลูกโม่นี้แอบซุ่มได้เลย กระสุนด้านก็ยิงต่อได้ เหมือนใช้กล้อง manual เลย ยังไงๆก็ถ่ายรูปได้ ประมาณนั้น...
เข้าช่วงบ่ายก็ยิงจริงละ หลังจากซซ้อมแบบกระสุนอากาศซักพัก ด้วยการตรวจปืน บรรจุกระสุน และลองเล็งแล้วยิงแห้ง.... เราก็พร้อมลุยกัน เค้าให้เราใส่ลูกสองลูกติดกันแล้วเว้นหนึ่งแล้วใส่อีกหนึ่งลูก รวมเป็น 3 ลูกกระสุนกับ 3 ช่องว่าง แล้วให้หมุนลูกโม่แบบในหนังจึงค่อยผลักเข้าพร้อมยิง เรียกว่า บรรจุกระสุน 3 นัด รูเล็ต... เพื่อที่จะทำให้เราไม่รู้ว่าจะยิงโดนหรือเปล่าเป็นการตรวจไปด้วยในตัวว่าหลังจากลั่นไกมือเรานิ่งหรือไม่ ศูนย์ต้องไม่เลื่อนตอนที่เราลั่นไก.... ผลของกระสุน 20 นัดแรก... ครั้งแรกแอบขี้โกงเพราะมันเหลือบไปเห็นได้ว่าลูกเข้าหรือไม่เข้า นัดแรกยิงออกไป เล็งอย่างดี...ปัง... แรงมันน้อยกว่าที่คิดแฮะ ไม่ได้หลับตามั้ง ...หารูกระสุนไม่เจอ ดูอยู่แป๊บนึง...เข้าแฮะ กลางเลย...อ๊ะ ไม่ยากๆๆ หลังจากนั้นครูฝึกให้ใส่ลูกเลย คราวนี้ ตื่นเต้นจริงเพราะไม่รู้แล้วว่านัดไหนมีหรือไม่มี ผล.... ไม่เข้ากลางนัดเดียว หุๆๆ
หลังจากนั้นก็สลับกันไปเรื่อยๆระหว่างปืนออโต้กับลูกโม่...ก็มี ยิงแบบขึ้นนก ไม่ขึ้นนก ยิงมือเดียว ยิงเป้าบุคคล หลังจากผ่านมา 3 เป้า ก็มีการสอบเล็กน้อย เริ่มด้วยเป้าบุคคลในระยะประมาณ 12 หลา ยิง 10 นัด ...ผลคือได้เต็ม... ก็มันจะไปยากอาราย เป้าโคตรจะหย่ายเลย...เราก็เลยรัวยาว 5 นัดแรก...เปลี่ยนกระสุน ตอนเปลี่ยนก็มองดู...เข้าหมด... พอเสร็จก็รัวต่อ 4 นัดติด...นัดสุดท้ายเล็งไปที่หัว ไม่ขึ้นนก.... เปรี้ยง กลางหน้าผาก...รับไปร้อยคะแนนเต็ม เหอๆๆ ... ต่อมาก็เป้ามาตรฐานระยะกลับไปที่ 15 เมตร... คราวนี้ขึ้นนกยิงบ้าง...เล็งยากขึ้นนิดนึง...เปี้ยง...เฮ้ย...ยังไม่ได้เล็งให้ดีเลย...ยิงโดนมั้ยวะ...เหมือนจะโดน...แต่ไม่ยักกะเห็น...ช่างมันรัวต่อ...พอยิงหมด ไปเก็บเป้ามาดู เวงแล้วมี 9 นัด หายไปเฉย...เป้านี้ได้ 86 คะแนนจาก 100...รวมเป็น 186... อืม...ใช้ได้ล่ะวะ...ที่หนึ่งของรุ่นเท่าไหร่นะ...อ๋อ 186 อืมๆๆ... อ้าวของตูนี่ เหอๆๆๆ โม้ได้อีกนาน...(อย่างน้อยก็ในนี้)
จบการยิงปืนแบบเบื้องต้น มีพี่ๆชวนให้มายิงแข่ง แต่คงไม่ไหวแฮะ แพงไปนะผมว่า ขอไปซื้อ BB มายิงซ้อมมือให้ไม่ตกละกัน... มายิงปืนในครั้งนี้ทำให้รู้สึกว่า สัญชาติญาณของผมนี่ยังดีอยู่ กีฬาประเภทสุดๆนี่มักจะเล่นได้ดีโดยไม่ได้ฝึกมา...ไอที่เป็นกีฬาทั่วไปนี่ก็ลูกมั่วอย่างเดียว....
...ว่าแล้วก็ไปหาซื้อปืน BB แบบเหล็กที่หนักเท่าของจริงดีกว่า...หึๆๆๆ
สวัสดี
ref: http://se-ed.net/pshootingclub%20/ สนามยิงปืนตำรวจ ลองไปดูกันได้ครับ 16 ottobre I'll do what I can...งานบานแบะ.... ทำไปงงไปว่า ทำไมมันไม่ work ซะที เฮ้อ... งานคือเงิน ....
เงิน... สิ่งที่ใครๆก็บอกว่าซื้อไม่ได้ทุกอย่าง แต่ผมว่าไม่ เพื่อนผมหลายๆคนก็ว่าอย่านั้น...
เงินซื้อสุขภาพดีไม่ได้...แต่ซื้ออาหารดี ยาดีๆ หมอมือหนึ่ง ซื้อที่อยู่อาศัยไกลจากมลพิษได้
เงินซื้อความรู้ไม่ได้... แต่ซื้อคอร์สเรียนชั้นดี ไปเรียนเมืองนอก หนังสือดีๆ อินเตอร์เน็ต สื่อการสอนได้ทุกรูปแบบ
เงินซื้อความสุขไม่ได้...แต่ซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกได้ทุกอย่าง ซื้อตั๋วเดินทางไปหาคนที่เราอยากเจอได้ ให้คนเฉยๆก็มีความสุข
และ... เงินซื้อความรักไม่ได้.... แต่มีแค่รักอย่างเดียวมันไม่พอ....
15 ottobre Back to my own lifeมาแล้วครับ มาแล้ว... กลับมาขีดเขียน และเป็นภาษาไทยด้วยเนื่องจากมีคนเรียกร้องมาอย่างล้นหลามตั้ง 1 คน.... กลับมาเขียนเรื่องทั่วๆไปบ้างก็ดีเหมือนกัน...
ช่วงชีวิตได้เปลี่ยนผันไปเรื่อยๆ ตอนนี้เหมือนใช้ชีวิตแบบไร้จุดหมาย นอกจากไม่รู้จะเอาตังอันน้อยนิดที่ได้จากลอนดอนไปทำอะไรดี... อัพคอม ซื้อเลนส์ ซื้อประกันไว้ลดภาษี ลงทุน LTF เล่นปืน เที่ยวเรื่อยๆ เก็บไว้ไปอินเดีย ซื้อคอนโดเพิ่ม ซื้อรถมือสองซักคนมาติด NGV หรือมอไซค์ซักคัน.... เป็นไปได้มากสุดคงเป็นอันแรกแฮะ ... -_-
งานยุ่งยังกะอะไรดี ก็ดีที่จะได้ไม่ต้องไปคิดเครียดเรื่องอื่นๆ ตั้งแต่กลับมาถึงแม้นจะแค่เดือนกว่าแต่ก็รู้สึกเหมือนหลายเดือนแล้ว... เพิ่งรู้สึกว่าเพื่อนๆห่างๆกันไปบ้าง ไอ space นรกนี่ก็มีคนใช้น้อยลงๆ สงสัยมันแก้ไปแก้มาแล้วเน่า... เอาเป็นว่าแวะๆมาละกันครับ ผมคงไม่ย้ายไปไหน ถึงแม้นจะไม่ชอบไมโครซอฟต์ก็ตาม...แง่ะๆ
เที่ยว?.... มีแน่ครับ กำลังจะไปเที่ยวสระบุรี แต่ก่อนหน้านั้นก็จะไปยิงปืน อ่า...ใช่แล้ว ยิงปืน .38 แบบ basic กันก่อน เกิดมาทั้งทีขอให้ยิงเป็นซักที...กะว่าถ้ารู้หลักการแล้วไปซื้อ BB กันที่มันเหมือนๆมายิงเล่นต่อ คงหลายพันแต่ก็ดีกว่ายิงปืนจริงแหละวะ 3-4 หมื่นแหน่ะ....
เที่ยวราตรีก็ยังมีเหมือนเดิม ว่าแล้วอาทิตย์นี้ก็ต้องออกไปเก็บเหล้าที่ Cliq ดันเปิด black ไว้ตั้งขวดกินกัน 3 คนวันธรรมดา เสียดายของจริงๆ...กลับไปฟัง 30 ยังแจ๋วที่ร้านนั้นอีก...เงอๆ อยากจะบ้า... ทองหล่อเปลี่ยนไป... เราว่าเราฟังเพลงคนแก่แล้วเจอร้านนี้เข้าไปถึงกับร้องไม่ออกเลย ....
วันนี้แวะไปดู condo ที่เคยซื้อไว้ที่รัชดา ไปถึงยามดันไม่ให้เข้า... ร้อนก็ร้อนนะ ยังให้ตูเดินตากแดดเปรี้ยงๆ หลบใต้ตึกก็ไม่ได้ ...เซ็ง... ตัวตึกส่วนหน้าเสร็จดีแล้ว ดูโอเคทีเดียวแต่ท่าทางคงต้องขายทิ้งแฮะ... ที่ทางมันไม่ค่อยได้ยังไงก็ไม่รู้แฮะ... ใครอยากได้มั่ง เหอๆๆๆ
ผมไม่ได้มีแผนหาเงินล้านแบบ Biggy และยังไม่เคยคิดเลยว่าจะทำยังถ้ามีเงินล้าน ผมคิดแค่ว่าหาของเล็กที่พอซื้อได้แล้วขยับขยายมันจนถึงสิ่งที่หวัง.... ตอนนี้ก็เป็นหนี้ไปแล้วล้านนึงด้วยคอนโดห้องนึง... ถ้าปล่อยเช่าได้ก็คงจะเก็บตังซื้ออีกห้องได้... ถ้าปล่อยเช่าได้ ก็เก็บตังซื้อรถก่อน.... มีรถก็คงจะมีบ้านได้ ...ถึงแผนจะดูแล้วง่ายไปป่าว แต่ก็นั่นแหละ ดีกว่าไม่มีอะไรแล้วใช้เงินไปหมดอยู่ดี...
เลิกเพ้อฝันดีกว่ากลับมาเรื่องใกล้ตัวก่อน เมื่ออาทิตย์ที่แล้วเพิ่งได้ผลตรวจร่างกายมา LDL หรือคลอเรสเตอรอลแบบไม่ดีเพิ่มจนถึงเพดานบน... แบบว่าที่ดีก็ขึ้นที่แย่ก็ขึ้น เหมือนจะดีเลย... วิเคราะห์ดูอย่างง่ายแล้วก็คงเพราะที่กินๆไปแล้วไม่ได้ออกกำลังกายนี่แหละ ยิ่งตอนอยู่ลอนดอนด้วยแล้วนะ...อืม.... ไม่ขึ้นก็คงแปลกอยู่... คงต้องออกไปวิ่งบ้างแล้ว ที่ผ่านมาฝนก็ตกตลอด จิงๆแล้วอยากมีกระสอบทรายกับนวมไว้ชกที่บ้าน เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่สามารถทำได้ทั้งวันโดยไม่เบื่อ เคยชกจนมือเลือดออก...แต่มันก็ได้ใจแฮะ
วันก่อนดูละคร เป็นต่อ ดูแล้วมันขำแทบไม่ออกเลยแฮะ... เมื่อก่อนเคยคิดในใจว่ามันไม่ตรงกับชีวิตจริง...ตอนนี้มันโดนไปเต็มๆเลย..... ขำไม่ออกจริงๆ เฮ้อ....
ใกล้ตัวเข้ามาอีกนิด ใครอยากยิงปืนบ้างครับ... |
|
|