Profilo di NawapoomOODDYFotoBlogElenchiAltro ![]() | Guida |
|
06 ottobre India - Day 6กลับมาเที่ยวกันต่อ...เริ่มงงว่าเขียนไปได้เว่ย.... แต่ไม่มีใครห้าม จาเขียนๆๆ จะพยายามเขียนให้สั้นลง จะได้จบเร็วๆ จะปีแล้วนะเนี่ย.... มีแต่คนหาว่าเป็นของดอง ง่ะๆ
เช้าวันต่อมามีนัดที่ Agra Fort ซึ่งเป็นป้อมใหญ่ที่ยังสมบูรณ์ดีอยู่... แต่ด้วยเมื่อวานเหนื่อยกันหนักไปหน่อย ตื่นกันสายเลยซวยไป ได้แค่แวะชมจากบนรถเท่านั้นเอง
เราออกจากเมือง Agra เพื่อไปยังเมืองเก่าแก่ต่อไป คือเมือง Jaipur เมืองแห่งหินทรายสีชมพู เส้นทางเดินทางไปนั้นลำบากเล็กน้อย ถ้า google maps ดูจะเห็นว่า มันมีเส้นทางเดียวและมันก็ไม่ได้สวยหรูเลย...
ระหว่างทางก็เข้าชมปราสาทโบราณระหว่างทาง จำชื่อไม่ได้แล้ว ปราสาทใหญ่โตสวยงามมาก ออกจะคนน้อยไปเล็กน้อยเพราะยังเช้า แต่ช่วงสายๆก็มีเห็นนักท่องเที่ยวบ้าง ที่เจ๋งคือยังมีส่วนที่ยังซ่อมเสริมสร้างต่อไปเรื่อยๆด้วย ถ้ากลับไปดูในอนาคตคงสวยกว่านี้แน่ๆ เสียดายที่เวลาเราน้อยจึงต้องรีบเดินทางต่อ
เส้นทางทางเป็นทุ่งนาข้าวและนาอิฐ ใช้แล้ว เค้าทำอิฐกันเป็นนาเลย แอบขำตอนถามคนขับชาวอินเดียว่า ไอ้ก้อนอิฐเรียกว่าอะไร เค้าก็ตอบว่า อิฐ เอ้อ เพิ่งรู้ว่าเรียกเหมือนกัน
ระหว่างทางเจอเรื่องเข้าให้ ระหว่างข้ามแดนเข้า Jaipur โดนโบกเรียกตรวจ ลงไปคุยกันานมาก ปรากฏว่ารถไม่มีประกันของ jaipur ซึ่งต้องจ่าย 100 รูปี และปรับอีก 100 แล้วคนขับมันก็ไม่มีซะงั้น อ่าว เราก็ไม่มีใครมีเงินสดกันเพราะจะไปกดกันใน jaipur สรุปเลยต้องออกนอกเส้นทางเพื่อไปหาธนาคารที่ห่างไปอีกครึ่งชั่วโมง อ่ะ ไปกัน กดตังเรียบร้อย โดยมีตำรวจมานั่งข้างๆคนขับ อยู่ๆก็หันมาหาเราซึ่งนั่งอยู่ข้างหลัง แล้วถามว่า do you have pen? พร้อมทั้งทำมือเขียนๆ เราก็อ๊ะ จะเขียนใบเสร็จใบสั่งเหรอ ได้ๆ ก็เลยหยิบปากกาที่ได้มาจากบนเครื่องการบินไทยนี่แหละให้ไป....ตำรวจเอามาดู ลองเขียนบนมือ แล้วก็เอาเข้ากระเป๋าไป.... เอ้ย... ไรเนี่ย... เอาไปง่ายๆเลยเนี่ยนะ.... หันไปหาคเพื่อนข้างๆ มันก็เหวอเหมือนเรา แล้วก็เริ่มทบทวนว่า เออมันไม่ได้ขอยืมนี่ มันถามว่าเรามีมั้ย... แล้วเราก็ยื่น.... พอกลับมาถึงด่าน ตำรวจลงไป ฮาแตกกันทั้งรถ งงไปเลย ... That cop stole my pen!
เนื่องด้วยเรื่องงี่เง่านี้ เราเลยไปไม่ทันทัวร์ใดๆเลย ไม่กล้าบอกเพื่อนอินเดียด้วยเพราะกลัวมันเป็นห่วงแล้วไปไล่ออกคนขับซะอีก...แล้วมันก็ทำได้จิงๆด้วย เพราะเคยทำไปแล้ว... น่ากัวจิง ด้วยพลังอยากเที่ยว เรากับคู่หูชาวเบลเยี่ยมนิโคจึงออกมาเดินเล่นซะหน่อย อย่างน้อยต้องไปกดตัง ออกมาก็เจอสามล้อตาม ขอทานตามเลย ดีนะเอทีเอ็มมียาม กดตังเสร็จว่าจะเดินต่อ แต่คนตามเริ่มเยอะขึ้น เลยต้องกลับ ก่อนเข้าโรงแรมเจอขบวนแห่ขันหมากด้วย สงสัยแต่เหมือนเพื่อนเรา เสียงดนตรีดังมาก ผู้คนโลดเต้น ที่แปลกคือ ใช้รถกระบะ แบกเครื่องปั่นไฟสำหรับเครื่องขยายเสียง แล้วก็ให้คนงานแบกโคมไฟที่ดูโคตรหนัก แล้วเดินไปรอบๆซะงั้น เห็นแล้วก็แปลกดี...
วันนี้จบแล้ว ว่าจะย่อก็ยาวจนได้ Day 7 นี่คงต้องแบ่งรูปเพราะเมืองนี้....ของเค้าดีจิงๆ ;)
....สวีดัส
17 agosto India - Day 5โอวมายก๊อด.... ไม่ได้เขียนมาชาติกว่า.... ขออภัยอย่างแรง
วันที่ 5 ณ กรุง New Delhi ... วันนี้ต้อง check out ละเพื่อออกเดินทางไปกับ road trip ที่ได้ตั้งใจไว้ ที่แรกที่เราจะไปกันคือ Agra ที่ที่คนที่มาเที่ยวอินเดียจะต้องไปชมสิ่งนี้ Taj Mahal นั่นเอง
ออกแต่เช้าเพื่อร่ำลากับเพื่อนเจ้าภาพ พร้อมกับได้ของกินมาอีกเพียบ ไม่อยากคุยนานเพราะเด๋วจะสายและจะไม่ได้เห็น Taj Mahal กันพอดีเพราะมันไม่ได้ให้เข้าหลังพระอาทิตย์ตกดิน ออกเดินทางสู่นอกเมือง ทำให้รู้สึกเหมือนได้มาประเทศกลางสงครามยังไงยังงั้น บ้านเรือนผุพัง ถนนดีๆหายากมาก แต่ก็ยังก่อสร้างใหม่เป็นช่วงๆซึ่งดูเหมือนจะดี
ระหว่างทางเราก็แวะกันแต่ในร้านค้าที่ดูน่าไว้วางใจ ร้านมีภาษาไทยด้วยแฮะ อาหารก็หลักร้อย แต่ก็นั่นล่ะ เป็นเพื่อนชาวยุโรปเยอะขนาดนี้คงไม่มีใครจะเสี่ยงกินข้างทางหรอก ที่พักข้างทางร่มรื่นดี แต่ก็เชยชมได้ไม่นานก็ต้องรีบไปกันต่อ
กว่าจะถึงก็เกือบเย็นจนได้ ทางโคตะระดีเลย วิ่งได้แค่ 60 เองเนื่องจากเป็นเมืองเก่า ถนนเลยเป็นแบบเก่า เจอไกด์มารอที่โรงแรม ไกดบอกเรามาช้า ไป red fort ไม่ทันละเลยได้แค่ที่ TaJ Mahal แต่นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับการเดินทางในวันแรก
เก็บข้าวของ ล้างหน้าล้างตา แล้วเราก็ไปยัง Taj Mahal ทันที ทางไปก็ลำบากเช่นเดิม ที่จอดรถอยู่ไกลจาก Taj Mahal มากต้องนั่งรถสามล้อไฟฟ้าเข้าไป ที่เป็นไฟฟ้าเพราะไม่อยากให้มีมลพิษ แต่ก็งงว่าไมไม่ใช้วัวหรือถีบเข้าไปเลยหว่า จะมาไฮเทคไรตรงนี้เนี่ย เข้าไปซัก 2 โลก็จะเห็นกำแพงตระหง่าน เห็นข้างทางเป็นร้านขายของมากมาย เหมือนหน้าวัดเมืองไทย จ่ายตังค่าเข้าเสร็จแล้วก็ลุย...
เดินไปซักพักก็จะเห็นเป็นทางเข้าใหญ่ทางขวามือ แล้วก็จะเห็น Taj Mahal ทันทีผ่านทางประตู.... สวยมากเรย คงเป็นเพราะเป็นตอนเย็นด้วย เลยได้ความโรแมนติคไปเต็มๆ ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ พร้อมกับฟังที่ไกด์บรรยาย ก็ไม่ค่อยได้ฟังมากหรอก เพราะมาหาทาง wiki ทีหลังก็ยังได้ ด้านหน้ามีช่างกล้องเต็มไปหมด ส่วนใหญ่จะถ่ายรูปคู่โดม แบบทำมือจิ้มไว้ที่ปลาย คล้ายหยิบฝาชี
ด้านนอกสวยมาก คนก็เยอะใช้ได้เลย ข้างในเป็นสุสาน ต้องถอดรองเท้าเข้า ทำให้เกิด smell effect เพราะกลิ่นแบบสุสานมากๆ บรรยากาศก็เริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆ แดดก็เริ่มหาย เดินถ่ายรูปไปรอบๆ ซักพักมีคนมาบอกว่านี่ๆถ่ายตรงนี้ ตรงนั้นสิ เราก็จะถ่ายพอดีเลยขอบคุณๆ ที่ไหนได้ เดินตามมาขอตังค่าบอกซะงั้น เดินหนีแทบไม่ทัน
ออกมาเหนื่อยมากแต่ก็ประทับใจสุดๆ สิ่งมหัศจรรย์ของโลก สุดจริงๆครับ มาอินเดียต้องมาๆ ได้ใจมากๆ บรรยายไม่ถูกเลย
ออกมาจนถึงเมือง ไกด์พาไปต่อที่ร้านขายเพชร ซึ่งที่นี่มีเพชรที่เป็นเอกลักษณ์เรียกว่า star of india ซึ่งเหมือนนิล แต่เล่นแสงเป็นดาว 5 แฉก เจ๋งนะ ไม่แพงด้วย แต่ก็ไม่ได้ซื้อ ที่บ้านไม่มีใครใส่เครื่องประดับสักคน จะเอามาทำไมเนอะ
และแล้วก็ได้เวลาหาร้านอาหาร ซักพักก็ลงเอยที่ร้านชื่อเก๋ว่า Only Restaurant ประมาณว่า ที่นี่เท่านั้นเหอๆๆ อาหารอร่อยมากๆๆๆๆๆๆๆ เนื่องจากเป็นเนื้อสัตว์ที่ไม่ได้กินมาหลายวันแล้ว ก็เลยซัดกันเต็มที่ เพื่อนๆก็เฮฮากัน เริ่มเอาตัวหนังสือจากหนังสือ บัตรต่างๆ ของภาษาตัวเองมาอ่านกัน ไอ้เราไม่มีเลยเล่นมุข ใครขายไข่ไก่แทน เหอๆ
กลับโรงแรมแบบไร้พลัง ก็ยังแวะออกมาเดินเล่น แต่ก็ได้แค่ข้ามถนนไปกดตัง เพราะมีคนเดินตามขอโน่นนี่น่ากัวมาก ATM ที่นี่ต้องมียามเฝ้าเลยนะ ก่อนเข้าโรงแรมมีขบวนงานแต่งด้วย แบบที่เห็นในงานเพื่อนเลย แต่อันนี้เดินไปตามถนน แล้วก็มีคนเอาไฟตั้งไว้บนหัว แปลกดีพิลึก ลองดูที่รูปเอาได้
หมดไปกับวันแรก นี่ยังเบาะๆ หลังๆมันกว่านี้ แต่จะเขียนเมื่อไหร่ เด๋วดู rating ก่อน ว่ายังมีคนอ่านมั้ย เหอๆๆ
นะมัสเต
07 giugno บล็อกแท็กนิยาม - "การ blog tag หรือ การแปะก็เหมือนการเล่นวิ่งไล่จับ ที่ถ้าเราถูกแปะแล้วต้องไปแปะคนอื่นต่อ โดยคนที่โดนแปะจะต้องเขียนเรื่องราวของตัวเอง
เรื่องราวที่คิดว่าไม่ค่อยมีคนรู้ 5 เรื่อง ลงในบล็อคของตัวเอง แล้วค่อยไปแปะคนอื่นต่อไปอีก 5 คน (จดหมายลูกโซ่ชัดๆ) ให้เขียนต่อ โชคยังดี ที่คนที่เคยโดนแปะไปแล้วไม่สามารถโดนแปะซ้ำซ้อนได้ ไม่งั้นคงเล่นกันเป็นวงกลมแน่ๆ" ที่มา จากบล็อกของหญิงเดียร์ TheDreamFollower ที่ link อยู่ทางขวามือนี้เอง หลักๆคือไม่ได้อัพนานแล้วก็เกรงว่าถ้าไม่แปะต่อ จะโดนไม่ช้าก็เร็ว เลยขอหวดก่อนเลย....
1. ไหนๆก็จะบอกถึงเรื่องที่ไม่ค่อยมีคนรู้ งั้นก็เอาเรื่องในวงเหล้า ประมาณเรื่องตอนเมาละกัน.... เรามีฉายาต่อท้ายชื่อตอนเรียนจบมาว่า เดินปู เหตุเกิดที่สะกอม หลังจากซัดไปหลายจอก โดยแก้วขวาเป็นเหล้า แก้วซ้ายเป็นเบียร์ กินสลับกันไปมา พอเมาแล้วไปลุกเข้าห้องน้ำ ปรากฏว่าเดินไปข้างหน้าไม่ไหว มันจะล้มเอา เลยใช้วิธีเดินตะแคงเอา ก็ยังเหมือนจะล้มแต่ก็ยังรัวเท้าเดินได้ เพื่อนๆเห็นก็เลยเรียกเดินปูมาตั้งแต่บัดนั้นแล ใครอยากลองก็ได้นะ เดินง่ายกว่าจริงๆ
2.ตอนอยู่มหาลัยก็นอนหอช่วงปีหนึ่ง เนื่องจากไม่มีตู้เย็นจึงอาศัยตู้น้ำเย็นในการแช่เบียร์ ก็ตู้กดน้ำดื่มแบบในโรงเรียนนั่นแหละ งัดฝาบนออกแล้วก็เอาเบียร์ใส่ลงไปแช่ วันที่อ่านหนังสือดึกก็เอาออกมากิน ตอนหยิบก็ยากหน่อยเพราะถ้าโดนเห็นกลัวจะมีคนมาโขมยเอาไปกิน ทำแบบนี้ได้ประมาณ 2 เดือน เบียร์ก็หายจริงๆ ระหว่างเดินเซ็งๆกลับห้องก็เห็นแม่บ้านเดินหน้าแพ้แดดหัวเราะร่าเริงพอดี (อันหลังนี่ใส่ไข่ครับ งึๆ)
3. ก่อนไปอเมริกาเมื่อปี 99 ก็มีเพื่อนๆพี่ๆเลี้ยงส่งกันมากมาย เพื่อนม.ปลาย มหาลัย ม.ต้น ประถม ยังมีของกลุ่มโน้นกลุ่มนี้ รุ่นพี่ที่ภาค เพื่อนกรุ๊ป พี่รหัส และอื่นๆอีกมากมาย เป็นระยะเวลา 2 อาทิตย์ติดกัน กลับมาโดนสวดยับว่ากินมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว ด้วยอาการสำนึกผิด หรือเมาก็มิทราบ เลยบอกกับที่บ้านว่าจะไม่กินแอลกอฮอล์ทุกชนิดตลอด 1 ปีที่อเมริกา ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าทำได้ ทั้งปี กินไปแค่ไวน์ในโบสถ์จิบหนึ่ง กับชิมมาการิต้าอีก 1 คำ ..อ้อ มีเบียร์ด้วย แต่เป็นแบบไร้แอลกอฮอล์ เหอๆ (มีจิงๆนะ)
4. ตอนนี้มีเหล้าอยู่ไม่กี่ขวด ก็มีวิสกี้จากสก็อตแลนด์ที่แบกมาเอง 2 ขวด เป็น single malt, Blue Lable ขวดเล็ก ซื้อมาเชยชม, Wild Turkey bourbon 50.5% เผื่อมาจุดไฟเล่น,รัม Jamica, เหล้าจีน, สาเก, และที่เหลือๆกับขวดเล็กขวดน้อยอีกเป็นสิบ เบียร์ก็มีของลาว เบลเยี่ยม ออสเตรเลีย จริงๆมีมากกว่านี้แต่กินไปแยะช่วงนี้ เหอๆ ถ้าใครไปต่างประเทศ ของฝากให้ผมนั้นหาง่ายครับ เบียร์หรือเหล้าของที่ท่านไปมา ผมก็ดีใจแล้ว
5. เหล้าที่จะไม่มีวันลืมเลยคือตอนไปเที่ยวเขื่อนกับเพื่อนๆ เพื่อนคนนึง(ซึ่งเมาแล้ว)ชงเหล้าโดยใส่เหล้าครึ่งเกือบค่อนแก้วแล้วโค้กแล้ว...เกลือ...หนึ่งช้อนกาแฟเต็มๆ โดยบอกว่าเพิ่มเกลือแร่ไง(ดูมัน) ผมจิบดูหนึ่งครั้ง โอ้โห รสชาตสุดๆแห่งความไม่อร่อย แต่เนื่องจากเหล้าเยอะมากเลยซดหมด ผลที่ได้สุดยอดมาก ผมเรียกว่าอาการ"จอล้ม" รู้สึกว่าหัวหนักขึ้น 2 กิโล และไม่สามารถตั้งตรงได้ เลยนั่งคอเอียงอยู่ทั้งคืน สติยังอยู่ครบแต่ควบคุมกล้ามเนื้อคอไม่ได้เลย และหลังจากนั้นมาก็จะขยาดกินเหล้าหรือคอกเทลที่มีเกลือมาตลอด
ไม่ขอแท็กใครละกันเด๋วมันได้ไม่พร้อมหน้า เอาเป็นว่าใครอยากเอาไอเดียนี้ไปเขียนต่อก็เชิญเรยค้าบ
22 aprile India - Day 4กลับมาอัพต่อ ช่วงนี้ไปนู่นมานี่ตลอดเลย กว่าจะอัพทัวร์อินเดียหมดคง ถึงกลางปีแฮะ เอาเหอะ จะพยายามไม่ข้ามวันละกัน
วันที่ 4 ในอินเดีย ตื่นขึ้นมาอย่างัวเงีย วันนี้อากาศเย็นกว่าเดิมเล็กน้อย แล้วก็นึกได้ว่าตามกำหนดการมันเริ่มแต่เช้านี่หว่า แต่กว่าจะรวมพลได้ก็เกือบสิบโมงไปแล้ว ไปถึงก็เห็นว่างานช่วงเช้าเสร็จแล้ว ด้วยสภาพเพื่อนที่ลงมาพร้อมกับแกงและข้าวกับเมล็ดพืชอะไรมากมายเต็มหัวไปหมด เพื่อนบอกสนุกมาเลยนะเว้ย อ่าว อดดูซะงั้นแต่มันก็ว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวไว้ค่อยดูในวิดีโอละกัน
กินข้าวเช้าเสร็จก็มีเสียงอึกทึพร้อมเห็นตากล้องวิ่งไปมา ก็เลยตามไปดูก็เห็นคนอยู่หน้าบ้านเต็มไปหมด ถามไปถามมาก็พบว่าเป็นญาติๆที่มาในงานซึ่งก่อนเข้าบ้านต้องทำพิธีต้อนรับก่อน ก็ประมาณสวดมนต์ เอาของมาไหว้บ้าง แล้วก็เจิมหน้าผาก ดูเรียบๆแต่ก็ขลังดี ถ่ายรูปไปเรื่อย อย่างกับเราเป็นนักข่าวงานแต่งดารา
วันนี้เหมือนจะได้ไปเที่ยว คุยกันอยู่ดิบดีว่าจะไปนู่นนี่ สุดท้ายนั่งชิวๆที่บ้านเพื่อนจนเย็น ก็ไม่เลวหรอกนะ เพราะไหนๆเราก็มาพักผ่อนอยู่แล้วบวกกับได้นั่งคุยกับเพื่อนๆที่ไม่เจอกันมานาน ไม่ค่อยอยากไปไหนเท่าไหร่หรอก เหอๆ นั่งคุยกนจนพอใจเราก็ไปแปลงร่างกันเป็นชุดอินเดียที่ได้มาแบบเต็มยศ ใส่ยากนิดหน่อยเพราะขากางเกงมันเล็กโคตรแถมยาวด้วย ใส่เสร็จไม่เหมือนเป็นคนอินเดียแฮะ เหมือนเป็นคนมองโกลมากว่า ยิ่งเราผมยาวด้วยยิ่งเหมือน ถ่ายรูปกันอย่างเมามัน ขำกันเองแทบไม่หยุด
พอเพื่อนกลับมาจากพิธีที่บ้านญาติพร้อมกับชุดเจ้าบ่าว ชุดอลังมากราวกับเจ้าชายไหนหนังอินเดีย เสียแต่เจ้าชายอ้วนไปนิด... แล้วเราก็เริ่มพิธีมอบของจากตัวแทนแต่ละประเทศดังนี้ ชุดที่นอนปักมือจากรัสเซีย แจกันคริสตอลสีทำมือจากเบลเยี่ยม ถาดคริสตอลทำมือเช่นกันจากสวีเดน ชุดชามีชื่อจากไต้หวัน ชุดเชิงเทียนทำจากเงินกับเทียนหอมและแชมเปญจากฝรั่งเศส แล้วก็สุดท้ายผ้าทอดิ้นทองกับผ้าไหมจากประเทศไทย เลือกมาตั้งนานกว่าจะหาลายที่มันไทยๆได้ ช่วงให้ของให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในงานประชุมนานาชาติอะไรซักอย่าง แต่งชุดประจำชาติแล้วก็ให้ของที่ระลึกด้วย รู้สึกตัวเองเป็นตัวแทนประเทศจริงๆเลยนะเนี่ย
หลังจากนั้นก็ออกเดินทางไปงาน วันนี้จัดฝั่งตรงข้ามของเมื่อวาน เป็น theme สีชมพูเนื่องด้วยเป็นของฝั่งเจ้าสาว กำหนดการก็มีว่าเจ้าบ่าวขี่ม้ามาจากด้นหลังแล้วก็เข้ามาทำพิธีที่เวทีหน้า ก่อนจะไปยังด้านในเพื่อทำพิธีหน้าไฟ ทั้งหมดนี้น่าจะเสร็จทุ่มครึ่ง
เริ่มจากขี่ม้านี่ก็เจ๋งเลย ทุกคนทุกอย่างเต็มยศหมด ดูๆไปเหมือนแห่ขันหมก มีกลองร้องเพลงเสียงดัง ที่สำคัญต้องเต้นด้วย แล้วก็ต้องมีการให้ตังด้วยแบบเมื่อวานเลย พอเดินมาถึงด้านหน้าก็คล้องพวงมาลัยโดยฝ่ายเจ้าสาวซะก่อนเป็นการให้การต้อนรับเหมือนได้เข้าบ้านเค้าแล้ว บนเวทีพิธีก็ไม่เท่าไหร่ แต่พอเดินลงมาเข้าพิธีหน้าไฟนี่น่ะสิ สุดยอดสวดมนต์จากสว่างยันมืดเลย กว่าจะเสร็จก็ปาเข้าไปสามทุ่มครึ่ง อาหารก็ยังไม่ถึงท้องเลย
พิธีเนี่ยขลังดี มีการสวดมนต์ โยนโน่นโยนนี่ มีรดน้ำสังข์ด้วยนะ แต่รดไม่เหมือนกันซะทีเดียว พิธีจบลงหลังจากเดินครบรอบกองไฟพิธีทั้ง 7 รอบ จบลงที่เดินวนเสร็จกลับมานั่งสลับที่กันเป็นการบ่งบอกถึงว่าคนทั้งสองคนจะคู่กันตลอดไป
หลังจากนั้นก็ได้เวลากินซะที อาหารเป็นมังสะเช่นเคย และด้วยความมืดเลยไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรเท่าไหร่ บวกกับแอลกอฮอล์เล้กน้อยก็ทำให้คืนอันหนาวเหน็บด้วยชุดยาวบางๆเหมือนชาวมองโกลรอดมาได้ด้วยดี ฮาก็ตรงที่เพื่อนของเจ้าบ่าวอยากให้เรามาในงานเค้าด้วย ไอ้เราก็พยายามตอบเลี่ยงๆ มันก็ทำหน้าตาโกรธเลยว่ามาได้หรือไม่ได้บอกมาเลย เลยตอบไปอย่างเกรงใจเลยว่า...ไม่อ่ะ ให้ตั๋วตูดิเด๋วมาเรย เหอๆ
กลับถึงห้องพักประมาณตี 2 ... หลับเป็นตายอีกวัน... และก็เป็นงานแต่งงานที่แปลกที่สุดที่เคยได้เข้าร่วมในชีวิตเลย ยังไม่ได้วีดีโอจากกล้องเพื่อนเลย ถ้ามีคงจะฮากว่านี้
ต่อจากนี้ก็จะเป็นการท่องเที่ยวอินเดียแบบ roadtrip เต็มๆ... ติดตามตอนต่อไป
18 marzo Cast Away w/ the new gangหยุดพักงานและเรื่องราวการท่องเที่ยวอินเดียซะหน่อย แอบหนีไปหมู่เกาะสุรินทร์มา
ทริปนี้ไม่ได้เป็นคนจัดเองแต่เป็นเพื่อนของเพื่อนที่เห็นว่าเราโสดและโฉดพอที่จะพร้อมเดินทางร่วมกัน ก็ลุยไปตามประสาวันหยุดยาว ครั้งนี้ก็4วัน3คืน ยังหาดไม้งาม หมู่เกาะสุรินทร์
ออกเดินทางกันทั้งหมด 6 คนจากสายใต้ซึ่งก็เดินทางกันข้ามคืนไปถึงเช้าตรู่ ต่อเรือไปอีก 3 ชั่วโมงจากฝั่ง ก็นอนมั่งเดินมั่งแก้เมือ่ยแก้เบื่อกันไปขณะอยู่บนเรือ ถึงเกาะก็เพิ่งรู้ว่าต้องขนของเองไปอีก200เมตรจึงจะถึงเต้นท์ เล่นเอาพลพรรคอดนอนลิ้นห้อยไปตามๆกัน
พอถึงเขตเต้นท์แทบช๊อค คนเยอะมากราวกับหนีคดีการเมืองมาอยู่เกาะกันหมด มองๆดูมีอย่างน้อย 300 คนออๆกันที่โรงเรือนที่เป็นร้านอาหาร ซึ่งเป็นช่วงเที่ยงพอดี คนต้องต่อแถวเพื่อซื้อข้าวโดยที่ไม่สามารถเลือกได้มาก ตามสั่งก็ไม่มีเพราะของคงต้องเตรียมเผื่อสำหรับคนหมู่มาก เจ้าหน้าที่ที่นี่อดทนมากนะเนี่ย เที่ยงนี้ได้อาหารท้องถิ่นสุดแจ๋งเป็นคั่วกลิ้ง ใครไม่รู้จักลอง google ดูนะ น่าจะมี ถ้าไม่มีก็มาถามอีกที จะทำให้ดูเลย
กินเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เตรียมตัวออกดำน้ำสำหรับช่วงบ่าย ก็รออยู่นาน น้ำก็ลดไปตั้งไกลกว่าเรือจะมา เรือมาประมาณ 20 ลำได้ เราก็อกเดินไปที่เรือกัน เดินไปกลางแดดเปรี้ยงๆ ด้วยผ้าขาวม้าโพกหัว เห็นเพื่อนอยู่ข้างหลังไวๆไม่ใส่รองเท้า กำลังคิดอยู่เลยว่าจะบอกให้ใส่รองเท้า .... ไม่ทันละ man down ไปเรียบร้อย 1 คน เหยียบเปลือกหอยเข้าไปเลือดอาบจนร้องเท้าแดง เลยต้องกลับไปขึ้นฝั่งให้เลือดหยุดก่อน ทำท่าจะดี man down เป็นลมไปอีก 1 เนื่องจากอดนอนแล้วใส่เสื้อหนากันไปจนหน้ามืด สรุปภาระกิจวันนี้เลยต้องเลื่อนการดำน้ำออกไป ก็ไม่ว่าอะไร ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องเจอคนมาก บ่ายวันแรกเลยชิวๆกันได้ แล้วก็ไปเดินเล่นตามชายทะเลไปเรื่อย ข้อดีอีกอย่างคือได้กินข้าวเร็วและก็งัดเอา vodka มาละลายพฤติกรรมเล็กน้อย
วันต่อมาเริ่มอยู่ตัวแล้ว ภารกิจจะซ้ำๆคือ เช้า มาม่ากับขนม ออกไปดำน้ำ เที่ยงกับมากินแบบเปียกๆอย่างหิวโหย กินเยอะกว่าปกติประมาณ 3 เท่า ตกเย็นกินแบบตัวแห้งหลังจากยืนรอห้องน้ำหลายชั่วโคตร แล้วก็เมากับ vodka เล็กน้อยแล้วเข้านอน เป็นวัฏจักรชีวิตที่มีความสุขมาก เสียอย่างเดียว น้ำแข็งน้อยไปอ่ะ อากาศร้อนสาดๆ
ปะการังแต่ละที่นั้นก็งามๆทั้งนี้น โดยเฉพาะทุ่งปะการังเขากวางยอดสีฟ้า และ น้ำตาล เห็นแล้วชื่นใจ ปะการังแข็งประเภทอื่นก็เช่นกัน ที่นี่ขาดก็แต่กัลปังหา ที่เจออยู่แค่ช่อเดียวเอง มาครั้งนี้ได้เจอเต่าทะเลด้วย ปลาตัวใหญ่ๆก็เยอะมากๆ เห็นแล้วหิวเรย มีเหตุการ์ณระทึกที่อ่าวแม่ยาย ปะการังที่นี่เยอะมากและทอดยาวไปจดถึงตัวหาด แถมคลื่นก็เป็นระลอกเอาการอยู่ ว่ายไปใก้ๆปะการังจะควบคุมตัวไม่ไหว ขณะว่ายออกมาก็สวนกับเพื่อนที่ว่ายเข้าไป ยังไม่ทันวตะโกนบอก ก็ไม่ทันแล้ว เพื่อนไปติดอยู่ 2 คน กับใครไม่รู้อีก 1 ซึ่งมารู้อีกทีว่เพื่อนลากเข้าไปคิดว่าเป็นเพื่อนกัน ติดอยู่นานทีเดียวกว่าเจ้าหน้าที่จะช่วยออกมาได้ แผลเต็มตัว น่าสงสารปนขำไปทั้งทริปที่เหลือเรย
ที่นี่น้ำลงเร็วและทอดตัวไปไกลมาก สามารถเดินสำรวจระบบนิเวศน์ได้ มีกอดอกไม้ทะเลอันนึงมีทั้งปลาการ์ตูน 2 ชนิด ปูปะการัง ปลาสิงโต อยู่รวมกัน เจ๋งมากๆ ถ่ายรูปมาได้แต่ปูแฮะ ที่เหลือจะถ่ายให้ได้คงต้องแลกกับการเปียกน้ำเลยขอบาย ที่เห็นเยอะมากๆก็ปูกับปลาตีน แซมด้วยปะการังดอกไม้ทะเลที่มีนีโมว่ายไปมา
วันสุดท้ายถึงจะแทบไม่มีคนเลย ความสงบสุขอยู่ที่บ่ายวันสุดท้ายที่เราทำอะไรก็ได้ สั่งอาหารได้ ปลาทอดอร่อยมากและหน้าตาเหมือนตัวที่ว่ายไล่เล่นตอนไปดำน้ำ ห้องน้ำก็ไม่ต้องต่อแถว vacation จริงๆก็ได้ตรงวันครึ่งสุดท้ายนี่แล
กลับถึงฝั่งโดยใช้เวลา 1 ชั่วโมงกับสปีดโบ๊ท และก่อนขึ้นรถทำให้รู้อีกอย่างว่า.... ที่คุระบุรี ราดหน้าเค้าใส่มะนาวด้วย.... รสชาติเหมือนเต้าเจี้ยวบูดมากๆ
Adios... 25 febbraio India - Day 3วันแต่งซะที ช่วงนี้ขี้เกียจมาอัพแฮะ อยากอ่านอยากลองอย่างอื่นมากกว่าด้วยแหละมั้ง ตอนนี้ศึกษากีฬาใหม่อยู่ ไว้ว่างๆจะมาบอกละกัน หึๆ
วันนี้เป็นพิธีแต่งซึ่งพิธีกรรมเนี่ยจัดกันเฉพาะในญาติๆ อันนี้เราไม่ได้รับเชิญในช่วงเช้าบ่าย จะไปก็เป็นพิธีช่วงค่ำเลย ซึ่งก็ดีเหมือนกันเพราะเพลียกันเหลือเกินกว่าจะลากสังขารมาบ้านเพื่อนได้ก็บ่ายแล้ว แถมกับสาวๆต้องเตรียมชุดกันใหม่และทำเฮ็นน่าเพิ่มและอีกมากมาย.... วันนี้ช่วงบ่ายจึงเหลือผม Nike Jane และอีกสาวชาวสวีเดน ออกเดินทางไปด้วยกันยังที่ใกล้ๆ ก็เพราะมีเวลาไม่กี่ชั่วโมงก็แวะๆพอให้ได้บรรยากาศ
กินเสร็จเรียบร้อยเราก็แยกออกมายังรถอีกคัน ก็ innova คันเดิมเพื่อไปยัง Lotus Temple เป็นวัดที่ใช้ในการสวดมนต์โดยไม่ระบุว่าเพื่อศาสนาใด แปลกมะ ประมาณว่าจะสวดอะไรก็สวดไป แต่อย่ารบกวนคนอื่นก็แล้วกัน...
นั่งรถไปประมาณ 40 นาทีก็เห็นตระหง่านเลยครับ วัดใหญ่มาก ดูเผินๆเหมือนห้องบรรยายขนาดใหญ่ตามมหาลัย คนก็เยอะใช้ได้ทีเดียวต้องต่อแถวเข้าไป สภาพด้านนอกก็วุ่นวายมาก ลงจากรถก็เข้าไปเลยไม่กล้าเดินไกล มีเบอร์โทรคนขับเป็นพอไว้เรียกตอนดูจนพอใจ เที่ยวแบบนี้ได้ใจริงๆ
ระหว่างเดินเข้าไปก็เจอผู้คนมากมาย นักท่องเที่ยวต่างชาติก็มีบ้าง ระหว่างทางประมาณครึ่งกิโลที่เดินเข้าไปก็คนเยอะนะ ซักพักเริ่มได้กลิ่น โอว...ความน่ากลัวอย่างแรกของวัน ถอดรองเท้าหน้าวัดด้วย ซึ่งต้องถอดทิ้งรองเท้าไว้ประมาณ 200 เมตรถึงจะเข้าตัววัด ที่ตั้งก็ไม่ได้มีรับฝากอะไรเลย คนแถวๆนั้นก็ดูไม่น่าไว้วางใจเลย จ้องซะกลัวแย่งรองเท้าไปจากมือเลย มองหน้ากับ Nike กันแล้วเราก็ตัดสินใจ เปิดเป้แล้วก็เอารองเท้ายัดเข้าไปเลย ขอแบกล่ะครับ ดีกว่าไม่เหลือให้ใส่ คนอื่นก็เล่นด้วย สงสารเจนเล็กน้อยเพราะเล่นใส่บูตยาวถึงเข่ามา ก็ทนหนักกันหน่อย
เดินต่อกันไปพร้อมรองเท้าในเป้ ก่อนเข้าก็มีเจ้าหน้าที่ประกาศปากเปล่า 4 ภาษาว่าห้ามโน่นห้ามนี่ ที่นี่ไว้ทำอะไร บลาๆๆ เพิ่งรู้ด้วยว่าที่นี่ได้ทุนจากทั่วโลกประมาณนั้น.... พอได้เข้าไปก็รู้สึกว่ามันโล่งๆแฮะ ข้างในก็มีแค่เก้าอี้กับแท่นโพเดียม แค่เนี้ย นั่งดื่มด่ำบรรยากาศได้แปลบๆ ก็เปลี่ยนเป็นดื่มด่ำโครงสร้างข้างในแทน มันทำไว้เจ๋งดีแฮะ แต่ละกลีบทำเป็นมุม 60 องศา ตัดกันตรงกลาง วนครบรอบกันพอดี เนื่องจากข้างในมันโล่งๆไม่มีอะไรเลยก็เลยได้นั่งวิเคราะห์อยู่ต้องนาน
ตอนออกก็มองไปเห็นวัดแปลกๆอยู่สุดตา น่าจะไม่เกิน 4 กิโล เลยปรึกษากันว่าเด๋วไปต่อที่นู่น เหมือนจะง่ายแต่กว่าจะบอกให้คนขับเข้าใจ เกือบจะพาเรากลับโรงแรมซะฉิบ... ขับรถออกวนไปราว 5 กิโลก็ถึง วัดเป็นแบบฮินดู มีพระศิวะรูปดำขลับอยู่ด้านหน้า เดินเข้าไปฝากรองเท้า อันนี้พอฝากได้หน่อยมีการรับบัตรและล๊อกเกอร์ป้ายบอกว่าอีกหนึ่งชั่วโมงจะมีโชว์อะไรซักอย่าง แต่เนื่องจากเราไม่มีเวลาแล้ว เลยต้องเดินเล่นชิวๆ วัดเป็นอาคารสลับซับซ้อน เหมือนตึกเรียนตามมหาลัยมากกว่า เห็นป้ายนึงเขียนไว้ว่า Robot Show ไม่ได้เข้าไปดูแต่ก็ให้ได้คิดว่าวิทยาศาสตร์กับไสยศาสตร์มารวมกันได้ อย่างกับห้างพันทิพย์ที่ร้านเช่าพระสุดขลังจะอยู่ติดกับร้านคอมสุดไฮเทค...
เดินได้แป๊บๆก็ได้เวลากลับเนื่องจากมีงานแต่งงานฝ่ายเจ้าบ่าวรอเราอยู่ กลับถึงโรงแรมก็แยกย้ายกันแต่งหล่อแต่งสวยกัน ออกมาพร้อมเพรียงกันก่อน 5 โมงเย็นอีก แต่ละคนก็อย่างกับท่านทูตจากแต่ละประเทศเลย ดูไฮโซมากๆ น่าเสียดายที่ไม่มีรูปแบบเด๊ะๆให้ได้ดู
ออกเดินทางกันไปพร้อมกันหมด ไปยังสถานที่ที่เพื่อนมันเรียกว่าเป็น farm house ของอา ซึ่งอยู่นอกเมือง ก็เดินทางราวๆ ชั่วโมงนึงเนื่องจากรถติด ไปถึงก็...โอ้ว... งานหรูโคตร จัดดอกไม้ตลอดทางเดิน มีเวที ผ้าระโยงระยาง โต๊ะอาหารไฮโซซึ่งน้อยมาก เนื่องจากเป็นงานค๊อกเทล ดูจากรูปเอาได้เลย
แต่ที่ช๊อคยิ่งกว่าคือ ไม่มีใครมาถึงเลย ไหนนัดไว้ดิบดีไม่มีคนมาวะ ทำให้รู้อีกอย่างว่า คนอินเดียในพิธีก็เหมือนคนไทย คือสายสุดๆก็งานที่เป็นพิธีนี่แหละ
เราก็มานั่งกระจุกกันที่โซฟายาว อากาศก็เย็นมากราวๆสิบกว่าๆ แต่ใส่สูตรมาเต็มยศเลยไม่เป็นไร ที่น่าแปลกใจคือคนที่มาจากสวีเดนและรัสเซียกลับหนาวซะสุดๆ ไอเรากลับชิวๆ สงสัยภูมิต้านทานความหนาวหลังจาไปท่องยุโรปกับการกักตุนไขมันก่อนหน้านี้จะเป็นผล
รอไปเรื่อยๆจนเพื่อนมา และแขกส่วนใหญ่มากันครบ เพื่อนก็ไปนั่งทำพิธีไหว้นู่นไหว้นี่ หยิบข้าวหยิบถั่ว โยนไปนู่นโยนมานี่ ดูแล้วมึนดีแท้ พอเสร็จเจ้าสาวก็มาถึงพอดี ชุดอลังการมากและดูรู้เลยว่าหนักจนเดินไม่ไหวจริงๆ ต้องมีคนจูงอย่างกับคนแก่แน่ะ เห็นแล้วทึ่งจิงๆ
หลังจากนั้นก็เป็นงานของเจ้าสาว ดูจากลักษณะแล้วคงจะเรียกว่าแต่งสวยเจ้าสาว คือเป็นพิธีที่ให้เอาเครื่องเพชรกับของในพิธีอื่นๆมาใส่ หนีบ ติด แขวน ที่เจ้าสาว มีตุ๊กตาเด็กด้วย ผมก็ถ่ายรูปแหลก ชุดของคนในงานนี้แจ่มจริงๆ อยากซื้ออุปกรณ์กล้องเพิ่มก็ช่วงนี้แหละ
หลังจากนั้นก็เป็นการแนะนำตัวญาติๆ เหมือนกับ งานรับน้องที่ทุกๆคนต้องขึ้นไปบนเวทีทีละคนเพื่อแสดงความสามารถ แต่ที่นี่อินเดีย ดังนั้นจึงเต้นแหลก ขนาดเจ้าสาวยังเต้นกับชุดหนักอึ้งได้ นับถือมากๆ ที่เด็ดสุดคงจะเป็นน้องสาวของเพื่อนที่หุ่นดีมากๆ เห็นแล้วหลงเลย เหอๆ แต่มีแฟนมาคุม อันนี้ก็ต้องถอยทัพล่ะค้าบ ซักพักก็เป็นคิวของผองเพื่อนเจ้าบ่าว นั่นก็คือพวกกระผมด้วย ตอนแรกก็เตรียมซะดิบดีว่าใครยืนตรงไหนเต้นยังไง พอขึ้นเวทีกลับกาลยเป็นเพื่อนๆประมาณ 20 คนไปเกาะกลุ่มกันเต้นเหยงๆกันบนเวที เอ้อ แล้วให้พวกตูมาทำอะไรวะ... พอจบไปเพลงนึงก็ต่อเลย ไอเราก็หิวตาลายแล้วก็เต้นมั่วๆไป มันดี มันแบบหิวๆหวิวๆ
พอลงมาก็กินล่ะครับ วันนี้เป็นบุฟเฟต์ โต๊ะยาวมากเป็นอาหารนานาชาติแบบมังสวิรัตที่เยอะที่สุดที่เคยเห็น อาหารไทยก็มีเป็นยำอะไรซักอย่างกับผัดไทย รสชาติไม่มั่นใจนักรู้แต่ว่าหิวมาก กินข้าวเย็นตอนสามทุ่มครึ่ง กินไปก็หนาวไป เลยหนีไปกินชา ชานมร้อนๆ อร่อยสุดๆ แต่แล้วก็ต้องเปลี่ยนใจเมื่อเพื่อนชาวรัสเซียเดินกลับมาจากบาร์พร้อมคอนแยคผสมน้ำร้อนแบบครึ่งๆ โอวสุดมากๆ เราเลยเริ่มงานเฮฮาเต็มที่ที่จุดนี้เอง เริ่มมึนๆก็ออกไปเต้นบ้าง ถ่ายรูปเอามัน มีเพื่อนของเจ้าบ่าวอยากให้เราไปงานแต่งเค้าในปีหน้าด้วย ตอนนี้ชาวต่างชาติอย่างเรากลายเป็น celeb เต็มตัวแล้ว งานแต่งคนอื่นยังอยากชวนให้เราไปเลย คิดแล้วฮา....
อยู่จนดึก กินไปหลายแก้ว พูดคุยกับคนอื่นๆไปทั่ว สนุกมากๆ เพื่อนมันยังไปต่อกันอีก แต่เราเริ่มไม่ไหวแล้วเท้ามันเย็น ส่วนสาวๆเนี่ยยิ่งกว่า ไปต่อมีหวังได้หามกลับแน่ๆ เลยขอลากลับโรงแรมมานอนหมดแรงตอนตี 3....
เฮ้อ จบละงานแต่งวันแรก.... เด๋วกลับมาใหม่ งานแต่งวันที่ 2 สุดกว่านี้อีก อิอิ
14 gennaio India - Day 2ในเวลาต่อมา.....
ตื่นขึ้นมายังเช้าวันแรกในอินเดีย อากาศเย็นสบายๆ กินข้าวเช้าในห้องแล้วออกมารอรถเพื่อเดินทางไปชมเมืองและไปยังบ้านเพื่อน ซึ่งจริงๆแล้วก็เป็นบ้านของลุงคนหนึ่งของเขาใน delhi ลืมบอกไป เพื่อนผมไม่ใช่คนเมืองนี้... กว่ารถจะมาถึงก็งงเล็กน้อยว่านานจริงๆ ไหนว่าไม่ไกล โทรคุยกันไปมาก็รู้ว่าวันนี้รถติดนิดหน่อย.... นิดหน่อยไรวะช้าไปเกือบชั่วโมง...
รถมาถึงละ เป็นโตโยต้า innova สีขาว นั่งกัน 6 คนพอดี ออกจากโรงแรมไปซักพักก็เข้าใจเลยว่า ทำไมมันถึงช้า ถนนที่นี่สุดบรรยายมาก ทุกยานพาหนะเดินทางได้ในทุกทิศทางจริงๆ เกวียน รถบรรทุก สามล้อ รสบัส รถเก๋ง มอเตอร์ไซค์ รถลาก แทร็กเตอร์ รถตู้ จักรยาน วิ่งอยู่บนถนนเดียวกัน .... สุดจริงๆ
เสียงก็ดังเหลือร้าย บีบแตรบ่อยกว่าเหยียบเบรกแน่นอน บวกกับลักษณะของคนอินเดียข้อที่สองจากคราวที่แล้ว ไม่เคยฟังใคร ผลก็คือบีบแตรไปเถอะครับ คนก็ยังข้าม รถก็ยังปาดไปมาเหมือนเดิม ตามสี่แยกก็เต็มไปด้วยขอทานที่อาศัยอยู่บนเกาะกลางถนน ย้ำว่าอาศัยที่นั่นจริงๆ แบบว่าหุงหาอาหารตรงนั้นจริงๆ พอเด็กๆขอทานเห็นรถเราก็ตรงดิ่งมาเลยครับ ทั้งตะโกนทั้งเคาะ เจอในกรุงเทพหรือที่เมืองจีนเนี่ยชิดซ้ายไปเลย ที่นี่ดูแล้วรู้เลยว่า ลงไปตูโดนทึ้งแน่ๆ...
โปรแกรมของวันนี้คือไปเดินเล่นที่ Qutb Minar ซึ่งเป็นโบราณสถานสำคัญแห่งหนึ่งใน delhi หลังจากนั้นเราก็กะจะจัดการเรื่องทัวร์และมาพูดคุยกับคนในบ้านนี้...ก็ชิวๆแหละครับวันแรก
ไม่นานก็ถึง Qutb Minar ซึ่งจะมี Quwwat-ul-Islam, India’s oldest mosque ซึ่งสูงตระหง่าน เห็นแต่ไกลเลย ลงจากรถไปซื้อตั๋วเจอราคาต่างชาติไปเลยครับ ประมาณ 10 ดอล ราคาคนอินเดียถูกกว่านิดหน่อยครับ ประมาณ 10 เท่าเอง เหอๆ ทางเข้ามีกรอบไม้เล็กพร้อมไฟเขียวไฟแดง เดาว่าเป็นเครื่องตรวจจับโหะ ก็ว่าท่าจะเรื่องยาว ที่ไหนได้เดินผ่านไป ไฟแดงขึ้น แล้วก็ไม่ต้องทำอะไร เดินผ่านไปได้เลย เอ้า แล้วมันจะเอามาตั้งไว้ทำไมฟะ คนก็เยอะนะเพราะเป็นวันเสาร์ แปลกพิลึก... เข้ามาซักพักก็เห็นว่าในนี้มีซากปรักหักพังมากมายซึ่งมีอายุเป็นพันๆปีทั้งนั้น ก็เดินดูไปรอบ เนื่องจากเวลามีน้อยเลยต้องเดินเร็วหน่อย ระหว่างเดินก็สังเกตได้เลยว่าคนมองมาแบบว่าเกือบจะมุงเลย ตอนแรกก็คิดว่าเพราะเพื่อนๆเป็นฝรั่งผมบลอนด์ แต่ตอนเราแยกตัวมาก็มุงเราแฮะ แถมมาเล็งๆกล้องด้วย ให้เสียวเล่นๆว่า อย่าวางทิ้งไว้นะ เด๋วสอยๆ บางคนกล้าหน่อยก็เข้ามาขอถ่ายรูปด้วยเลยเหมือนเป็นดาราไปเลย บ้างก็พยายามผลักดันให้เด็กๆที่ไม่ได้รู้เรื่องเลยมาถ่ายรูปกับเรา ฮาดี...
สถานที่สวยงามและดูแลดีมาก บรรยากาศก็ประมาณปราสาทหิน ที่จะมีเป็นกองๆหิน สิ่งก่อสร้างโบราณบนพื้นหญ้าเขียวขจีแบบหลอกๆกับต้นไม้ตัดแต่งอย่างดี และหอมัสยิดนี่ก็สูงได้ใจมาก พันกว่าปี...ทำได้ไง เดินวนรอบนึงแล้วเราก็ออกมาเพื่อไปยังบ้านอาของเพื่อนกันซึ่งระยะทางประมาณ 5 - 6 กิโล แต่ก็ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เข้าไปในซอยลึกๆ กำแพงสูงๆ เริ่มเห็นสภาพบ้านแถวนั้นว่ามีตังใช้ได้ แล้วรถก็จอดที่บ้านเลขที่ 107 ประตูบ้านมหึมาเปิดออกเห็นเป็นทางเข้าไป โอว บ้านใหญ่โคตร เหมือนหลุดมาอีกโลกนึง ตอนนี้พอรู้ละว่าเพื่อนตูมันรวยประมาณไหน น้องชายเพื่อนออกมาต้อนรับแล้วพาไปนั่งยังห้องบาร์ ใช่แล้วครับ บ้านนี้มีบาร์ที่จดทะเบียนด้วยนะ อะไรมันจะขนาดนั้น แล้วก็เอาเครื่องดื่มมาต้อนรับเป็นนมโยเกิร์ตที่มีเครื่องเทศบวกรสชาติเค็มๆครับ ทานไปได้อึกนึงด้วยความกระหาย ไม่น่าเชื่อครับ ไม่หิวน้ำอีกเลย เรียกว่าไม่อยากกินอะไรอีกเลย.... อยากบ้วนปากแทน แหงะๆ
หลังจากเครื่องดื่มเราก็เดินชมบ้านกัน บ้านนี้มี 3 ชั้น โดยอยู่กันเบ็ดเสร็จ 8 คน คนงานน่าจะประมาณ 20 คนแถมต้อง stand by 24x7 ด้วยนะ ตรงกลางเป็นโถงใหญ่มีบันไดวนอยู่ตรงกลาง และเป็นหินอ่อนหมด เดินขึ้นมาชั้น 2 ก็จะเป็นส่วนรับแขกอีกส่วน ห้องพระแบบฮินดู และห้องทีวี พอดีมีช่างเฮนน่าซะด้วย ซึ่งเพื่อนบอกว่าให้บินมาจาก mumbai รึไงเนี่ยแหละ เพื่อจะมาทำให้สาวๆที่จะร่วมงาน รวมถึงเจ้าบ่าวเจ้าสาวในวันงานด้วย โห...ไฮมั้ยครับพี่น้อง
สาวๆทีมเราก็เลยอยากด้วย ซึ่งเค้าก็ยินดีทำให้โดยไม่ว่าอะไร กว่าจะเสร็จก็รอกันจนเกือบบ่าย 2 แน่ะ ก็กินข้าวเที่ยงที่นั่นแหละครับ เอ้อ ที่บ้านนี้กินมังสวิรัต และในงานด้วยและหมายความว่า 3 วันนับจากนี้ ผมและทีมงาน จะไม่ได้กินเนื้อเลย เอ่อ....
ทานอาหารซึ่งบอกไม่ถูกเลยว่ามีเครื่องเทศอะไรบ้าง งงไปหมด แต่ก็อร่อยนะ อาหารเค้าจะใช้ cottage cheese แทนเนื้อสัตว์ จึงจะเห็นอยู่ในแกง ของทอดและอื่นๆมากมาย สาวๆก็ทานกันยากหน่อยเพราะเฮนน่าเต็มมือ กินอาหารเที่ยงตอนบ่าย 3 ด้วยเลยยิ่งพาลให้กระเพาะมีอาการปั่นป่วนเล็กน้อย.... หวังว่าจะไม่เปื่อยนะตู
หลังจากนั้นก็เดินชมบ้านไปเรื่อยๆ จนถึงห้องใต้ดินที่เป็น gallery ของลุงเค้า โห... มีรูปเยอะโคตร น่าจะแพงด้วย มุมห้องยังเป็นบาร์เล็กๆอีกนะ เคยจัดโชว์ด้วย อูว สุดๆ.... ข้างไปเป็นห้อง fitness กับห้องเซาวน์น่าเก่า อะไรจะขนาดนั้น... หลังบ้านมีร็อดไวเลอร์ 2 ตัว และพันธุ์แพงๆคละขนาดอีก 4-5 ตัว รถไม่หรูครับ แต่ว่า 10 คัน....
ช่วงเย็นญาติๆก็มากันเต็มไปหมด เรียงลำดับกับมั่วไปมั่วมา ยังงงอยู่ว่าทำไมมันเรียกแม่หลายคนจังวะ รู้สึกว่าเป็นการเรียกอาๆป้าๆเพื่อความสนิทสนม... เค้าเอาชุดที่เจ้าสาวจะใส่มาให้ดู...อลังการมาก เหมือนชุดลิเกเลย แต่บ้านรวยขนาดนี้คิดเหรอครับว่าจะธรรมดา... เริ่มจากเป็นไมชั้นดีของอินเดีย ประดับด้วยพลอยจริง คริสตอลของ swarovski ที่สั่งมาเอง ตัดเย็บด้วยช่างที่พักร้อนมาจาก paris .... ราคาเดาเอาเองครับ ผมกะๆไว้ก็ 4 แสนครับเพราะชุดใส่ทับไปมากว่า 4 ชั้น หนักขนาดเดินไม่ได้ล่ะครับ เฉพาะผ้าพันเอวก็ประมาณ 10 กิโลแล้ว....
แล้วก็ช๊อครอบสองตอนที่เค้ามาบอกว่า อ่ะเนี่ยชุดที่จะให้ใส่ เอ้า เอาจริงรึเนี่ย นึกว่าพูดเล่น แล้วก็ยื่ชุดสีเขียวมาพร้อมกับมีป้ายชื่อเราอยู่ เอ้ย ของตูจริงๆด้วยแฮะ แล้วเค้าก็อธิบายว่าเนี่ยเด๋วใส่วันแต่งนะ แล้วก็ผ้าพาดคอค่อยแกะออกมา รู้สึกเหมือนเป็นดารามากขึ้นเรื่อยๆ ไม่พอเค้าบอกว่าเนี่ยเด๋วไปกันเลย ไปที่ร้านที่เค้าตัดแล้วก็ไปซื้อรองเท้าด้วย เฮ้ย ขนาดนั้นเลยเหรอ
ออกเดินทางไปกัน 3 คันไปร้านที่ตัดเสื้อเลย ไปลองแล้วก็ดูว่าต้องปรับตรงไหนบ้าง ขอผมใหญ่ไปนิด เค้าจะแก้ให้แล้วมาเอาไปลองอีกที ร้านก็เล็กๆนะ แต่ว่าแต่ละชุดก็ดูหรูหรามากๆ ชุดนี้ท่าทางจะไม่ธรรมดาเช่นกัน ถึงจะเป็นผ้าธรรมดาแต่ให้กันขนาดนี้ก็รู้สึกเจ๋งง่ะ
เสร็จก็ออกมากันอย่างทุลักทุเล เข้าไปในร้านค้าต่างๆเพื่อไปหารองเท้ากันสำหรับชุดเราทั้ง 6 คน ร้านค้าแถวนี้ก็ดูดีนะเหมือนประมาณในตลาดประตูน้ำแต่สกปรกกว่าหลายเท่า ซักพักก็ได้เป็นรองเท้าอินเดียมาคู่นึงสีน้ำตาลเข้มราคา 1300 รูปี ก็พันนึงแหละ เสร็จสรรพก็เดินทางกลับไปพัก....
...หมดไปหนึ่งวัน เหนื่อยมาก ข้อมูลมากมายไหลผ่านเข้าหัว นี่ยังเล่าไม่ถึงหนึ่งในสิบเลยนะ... เด๋วมาดูกันต่อว่างานแต่งวันแรกจะเป็นยังไง...
สวีดัส... 05 gennaio India - Day 1หลังจากการเลี้ยงฉลองหลายค่ำคืนติดๆกันผลที่ได้คือคออักเสบและลามไปถึงหู..... ที่ไม่ได้เป็นมานานหลายปีแล้ว สาเหตุหลักๆคือเชื้อไข้ที่ฝากไว้จากเพื่อนที่แสนดีกับควันบุหรี่มากโขในร้านสองสลึง จนต้องเปื่อยเจียนตาย ค่ายาไปอีกเฉียดพัน แถมด้วยงานที่ทวีความยากและวุ่นวายไปทุกๆวัน พาลจะทำให้ลาป่วยไม่ได้ซะอีก เวงๆๆๆ
ว่ากันเรื่องไปอินเดีย เริ่มต้นที่ว่าไปสัญญิงสัญญากับเพื่อนไว้ว่าจะไปงานแต่งถ้าคนอื่นไปด้วย ก็เล่นไปกันตั้ง 5 คนแล้ว แถมเราก็ใกล้สุด จะไม่ไปก็กระไรอยู่ ก็เลยจัดแจงเตรียมตั๋วและวีซ่าให้พร้อม ขอบอกว่าวีซ่าขอไม่ยาก กรอกฟอร์มแล้วยื่นก็ได้แล้ว
ออกเดินทางเย็นวันศุกร์ ออกจากออฟฟิส 3 ครึ่ง จากสีลมให้ไปถึงสุวรรณภูมิให้ทันกับเที่ยวบิน TG 315 กรุงเทพ - เดลฮี ก็ฉุกละหุกเล็กน้อยตอนออกมาจากออฟฟิส กะว่าไปเร็วหน่อยกลัวรถติด ป้าด 4 ครึ่งถึงแล้ว เวลาเหลือ 3 ชั่วโมง อุตส่าห์เช็คอินออนไลน์ ไปถึงเค้าเตอร์มันปิด ก็ไปเช็คอินธรรมดาอยู่ดี แสนเซ็ง
เดินวนไปมาเล่นๆหลังเช็คอิน ไม่รู้สึกว่าเป็นสนามบินซักเท่าใหร่ รู้สึกเหมือนอยู่ในห้างมากกว่า สนามบินบ้าไรวะขายแต่ของ เฮ้อ...
สุดท้ายได้ขึ้นเครื่องออกเดินทาง อาหารบนเครื่องก็แจ๊คพ็อตเลย เป็นแกงไก่กับข้าวไรไม่รู้ ดีนะที่กินมาแล้วบ้าง กินได้แต่ไก่กับสลัดแฮะ ไอ้ที่เละๆเหมือนข้าวนี่กลืนไม่ค่อยลงเลย และก็ไม่ลืมที่จะสั่งแอลกอฮอล์มาล้างปากก่อนงีบ
หลับแป๊บๆก็ถึงแล้ว มองออกไปราวกับเมืองในหมอก สวยดี แสงมันเหลืองๆไปหมด ไม่สว่างมากแต่ก็เต็มไปหมด เป็นไฟถนนหนทาง เมืองมันใหญ่ใช้ได้เลย เอ้อ..ลืมบอกไป คนส่วนใหญ่บนเครื่องเป็นคนอินเดีย ทำให้ผมเห็นสองลักษณะของคนอินเดีย หลังจากเครื่องลงจอด ซึ่งตามปกติแล้วห้ามลุกจนกว่าจะจอด แต่...ไม่มีใครฟังเลยครับ ลักษณะอย่างที่หนึ่ง อย่างงง มันลุกเปิดของกันเลย ทั้งๆเครื่องเพิ่งลง เครื่องยังสั่นๆอยู่เลย แอร์ก็โวยวาย Please sit down!!! บอกไปพลางปิดที่วางของ แต่จะไปสู้กับผู้โดยสารได้ยังไงกันตั้งเป็นสิบ สุดท้ายก็อย่างกับรถเมล์ ยังไม่จอดก็ยืนออกันเต็มทางเดินแล้ว
ลักษณะอย่างที่ 2 ขออณุญาตใช้คำตรงๆว่า ซ๊กม๊ก..... คือระหว่างตอนที่เดินออกมาจะเครื่อง ผมสาบานได้เลยว่านี่เป็นเครื่องบินของสายการบินไทยที่สกปรกที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา มันเละมาครับ ยิ่งกว่ารถด่วนสายใต้อีกครับ โอ้ว...นี่หรือสภาพที่เราต้องอยู่อีก 9 วัน
ออกมาจากเครื่องก็รู้สึกเย็นนิดๆ สนามบินที่นี่ขนาดอาคารใหญ่ประมาณที่หาดใหญ่ แถวยาวๆคนเยอะๆ ผ่านต.ม.ไปอย่างง่ายดาย ออกมาพบกับทางออกซึ่งน่างงมาก เนื่องจากเพื่อนบอกว่าจะส่งรถมารับ ซึ่งก็คงมีคนชูป้ายชื่อเรา ซึ่งก็คงชื่อยาวๆ ใช่ครับฟังดูง่าย แต่ไหนได้ ป้ายเป็นร้อย แต่ละคนก็ชื่อยาวๆกันทั้งนั้น อ่านกันระวิงเลยครับ ระหว่างนั้นก็ได้ยินคนตะโกนชื่อเรามาแต่ไกล หันไปก็เจอเพื่อนสองคน คนอินเดียเจ้าของงาน, Baiya และเพื่อนชาวเบลเยี่ยมที่ไปหาเมื่อครั้งท่องยุโรป, Nike ยืนยิ้มหน้าบานอยู่ใกล้ๆทางออก ยังไม่ตื่นเต้นมากเนื่องจากเพิ่งเจอกันมาตอนไปลอนดอน
ออกมาขึ้นรถที่จอดอยู่ด้านนอก เป็นรถเล็กสีขาวหนึ่งคัน สภาพรอบๆไม่รู้สึกเหมือนเป็นสนามบินเลย คนพลุ่งพล่าน ฝุ่นฟุ้งกระจาย เสียงแตรทั้งรถบรรทุก รถสามล้อ ทุกประเภท เนื่องด้วยลักษณะ 2 ข้อที่กล่าวมาข้างต้น ลองคิดดูสิครับว่ามันเป็นยังไง
รถออกไปพร้อมกับผม nike และน้องชายของ baiya ซึ่งพยายามอธิบายสิ่งต่างๆให้ฟัง แต่ผมระทึกกับรถบรรทุกที่ห่างจากหน้าผมไม่กี่เซนมากกว่า ที่นี่ขับรถน่ากลัวโคตรๆ
ออกมาซักพักก็ถึงโรงแรม ซึ่งชื่อว่า icon tower แต่เป็นแค่ห้องแถวแฮะ ข้างนอกดูโอเค ข้างในหรูหราเลยทีเดียว เข้าไปก็จัดแจงข้าวของเล็กน้อยเพราะต้องอยู่ที่นี่ 3 คืน ซักพักน้องเพื่อนก็สั่งอาหารมาให้เป็นชีสทอดกับน่องไก่ทอด อย่างงงเล็กน้อยว่า ตี 2 กว่าแล้วยังจะสั่งได้เรอะ
ก็นั่งรอไปเรื่อยครับเนื่องจากรอสาวๆจาก สวีเดน รัสเซีย และ ไต้หวัน ที่ต่างก็ delay กันคนละเล็กละน้อย สองสาวพี่น้องชาวสวีเดนมาก่อนเลย, angels, ตามมาด้วยชาวรัสเซีย, little bear, และสาวไต้หวัน, lu เรามารวมตัวกันที่ห้องผมกับ nike และกินของว่างที่สั่งมา อร่อยจริงๆแฮะ สงสัยหิวด้วย เพื่อนชง black ให้ ก็ baiya มันขาเที่ยวเช่นกันเลยลุยดื่มมันตั้งแต่วันแรกซะ ในห้องมีเหล้าอยู่เยอะมาก พอกินได้ 3 วัน เราคุยกันได้เรื่อยๆ และผมก็ไม่วายโดนแซวเรื่องตอนไปแร๊บบ้าอยู่บนเวที เหอๆ ไม่อาวแล้ว
ผมไม่ได้เจอเพื่อนเหล่านี้ก็ 6 ปีเต็ม หลังจากจากกันที่อเมริกา เราดูสูงขึ้นบ้าง ผมเปลี่ยนไปบ้าง แต่นิสัยเรายังเข้ากันเหมือนเดิมเด๊ะ ก็มีแต่น้องของ angel ที่ผมเพิ่งเคยเจอ สวยทีเดียว เราคุยไปจิบ black ไปจนตี 4 ก็แยกย้ายไปนอน... ผมรู้สึกได้เลยว่า เที่ยวครั้งนี้ไม่ธรรมดาแน่ๆ
พรุ่งนี้จะพาไปยังบ้านเพื่อนชาวอินเดีย...เด๋วได้รู้กัน
25 dicembre Lose yourselfไม่น่าเชื่อว่าคราวนี้หายไปเกิน 1 เดือน สิ้นปีทีไรมีให้ได้เลี้ยงให้เที่ยวให้ได้เสียตังอยู่เรื่อย อัพเดตไม่ทันแล้วนะเนี่ย....
ก่อนจะไปว่ากันเรื่องไปเที่ยวอินเดีย ขอบอกเรื่องเมื่อเดือนที่แล้วก่อน พอดีว่ามีงานเลี้ยงของบริษัท จัดอย่างยิ่งใหญ่ตรงบริเวณหน้าตึกเซ็นทรัล มีเวทีพร้อมสำหรับวงดนตรีของบริษัท มีอหารพร้อม และที่สำคัญสุดและไม่วายที่ทีมผมจะเข้าไปจองที่แต่เนิ่นๆ.... บูธเบียร์ช้าง เหอๆ
งานเฮฮาไปเรื่อยด้วยความฮาอย่างเมาๆของทีมผม และปิดท้ายของงานในคืนนั้นด้วยผม พี่ชาย เพื่อนในทีม และ boss ของผม ขึ้นไปร้อง hiphop บนเวทีด้วย remix ที่ผมทำขึ้นมาเอง... มันได้ใจจิงๆ
ร้องเพลงในเกะกลายเป็นเด็กๆไปเลย ขอให้ทุกคนได้มีโอกาสได้ลอง มันได้ใจมากๆ และต้องขอขอบคุณแฟนเพลงในวันนั้นเช่นกัน เหอๆ
คราวหน้ามาเล่าเรื่องอินเดียละ....
Happy Christmas Y'all !!! 18 novembre Can't do or didn't do?เมื่อต้นเดือนได้ไปงานจุลกฐินที่อุบล นำทีมโดยน้าอาของผมเองรวมกับเพื่อนๆของอา.... งานนี้ตอนแรกคิดว่าแจมฟรี แต่มีเพิ่งรู้ว่าเป็น post-paid เก็บตังทีหลัง อ่านะ ไม่จ่ายได้ยังไงกัน...
ออกเดืนทางตอนเช้าตรู่วันเสาร์ เพื่อค้างที่อุบลหนึ่งคืนแล้วทำงานกฐินจนเสร็จภายใน 1 วันตามสโลแกนจุลกฐิน คือพิธีทั้งหมดตั้งแต่เก็บฝ้าย ตาก แกะเม็ด ดีด ปั่น ทอ ย้อมสี จนเป็นผ้า ต้องเสร็จภายในวันเดียวและเป็นแรงบุญแรงงานล้วนๆ ฟังดูเจ๋งดีมั้ยล่ะ
เริ่มก็งงเลยด้วยที่ว่ารถเมล์นัดแล้วไปผิดที่ เหมือนเป็นลาง เพราะหลังจากนั้นหลงอีกเรื่อยๆ ระหว่างทางได้แวะปราสาทหินพนมรุ้งตั้ง 45 นาที...ก็นะเรียกว่าแวะจริงๆปหละยังไม่ถ่ายรูปอะไรมากมายก็ต้องกลับแล้ว เอ้อ แอบเจอฤๅษีตาไฟด้วยพร้อมลูกศิยษ์มากมายรายร้อมเพื่อถ่ายรูป...
หลงไปมากว่าจะถึงอุบลก็สามทุ่มครึ่ง หิวโคตร กินร้านข้าวต้มข้างโรงแรม รสชาติลืมไปแล้วรู้แต่ว่ากินไปมากโข.... โรงแรมนั้นเจ๋งมาก เป็นโรงแรมเก่าแก่ที่เพิ่งจะปรับปรุง lobby อลังการมาก มีทีวีจอแบน 10 นิ้วของซัมซุงดูหรูหรามาก แต่คงจ่ายเงินค่าล๊อบบี้มากไป ข้างบนสภาพประมาณหอเก่าเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ว่าไปแล้วน่าจะถ่ายรูปมา
เช้าวันต่อมาก็ตื่นไปงานกฐินที่วัด ซึ่งใกล้มาก เดินไปก็ได้ คนแยะมากเพราะนอกจากพวกเราแล้วยังมีบริษัทอื่นๆมาร้วมด้วย ดาราก็มี ผิดจากที่คิดไว้คิดว่าจะต้องมาออกแรง ที่แท้คนช่วยเยอะมาก ชาวบ้านก็กลัวเสร็จไม่ทันเลยมาทำด้วย ก็ดีไปอีกแบบ เลยมีเวลาถ่ายรูปเหลือเฟือ...
สายๆเราก็ออกไปวัดป่ากัน เป็นวัดป่าที่ใหญ่โต มีชาวบ้านจากจังหวัดใกล้เคียงมาเยอะมากๆๆ ตัวศาลาวัดเป็นหินอ่อน ยังคิดอยู่เลยว่าเมื่อ 10 ปีก่อนเนี่ยคนบริจาคเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ ออกมาดูที่ป้าย อ้อ... สนับสนุนโดยบ.อุบลหินอ่อน... มิน่าๆ
วัดต่อมาเป็นวัดที่มีรูปร่างเป็นเรือ มีสองลำคือเป็นเครื่องดินเผา ตั้งอยู่บนบก ส่วนอีกหลังอยู่ในน้ำจริงๆเลย มีปลามากมายในเขตอภัยทาน แต่เห็นแล้วน่าทานมาก 2-5 โลครับ ขอบอกๆๆ รูปร้างดูแปลกๆนะ แต่ก็ดีไปอีกอย่าง ไม่น่าเบื่อ
กลับมาที่วัดในตัวเมืองอุบลก็บ่ายกว่าๆ หลังจากกิน"หมี่กะทิ" ซึ่งอร่อยนะ แต่เหมือนกินขนมจีนน้ำพริกแฮะ.... ที่วัดตอนนี้พิธีเดินตุงก็เริ่มพอดี ประมาณว่าเอาเงินมาต่อๆกัน แล้วเดินให้ได้ 3 รอบ ไอ้เราก็อยากจะเข้าไปอ่านะ แต่อยากถ่ายรูปมากกว่า เนื่องจากเมมมีน้อยเลยต้องชั่งใจบ้างกว่าจะถ่ายแต่ละครั้ง... ปัญหาการเดินก็คือแบงค์ที่ต่อๆกันมันเกิดอาการขาดบ้าง เลยต้องหยุดซ่อมโดยการเย็บต่อกันใหม่อยู่เรื่อยๆ ตัวตั้งตัวตีในการเย็บเป็นสองสาวจากบริษัทใดไม่ทราบได้ เพิ่งมารู้ตอนหลังว่าเป็นดาราชื่อ โอ๋ ญดา.... มิน่า หน้าตาบ่งบอกมากว่าไม่น่าจะเป็นสามัญชนเหมือนเราๆ เก็บภาพมาเล็กน้อย ไม่อยากขวางทางบุญ แฮ่ๆ
หลังจากเดินเสร็จก็มีการทำพิธีอีกเล็กน้อย พรมน้ำมนต์ สวดๆๆ แล้วก็อัญเชิญผ้าที่ย้อมเสร็จมาทำการเดินรอบ... ไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมต้องเดินหรอกนะ และคราวนี้ต้องรอบใหญ่ด้วย... และปัญหาใหม่ก็เกิด คือไอ้เงินที่ต่อๆกันก่อนหน้านี้น่ะ เค้ากะจะคลี่ออกมาเดินด้วย...โอ้ว ม้วนเก็บก็ว่ามั่วแล้ว คลี่ออกมาตอนเดินและห้ามตกพื้น ยิ่งมั่วใหญ่ ถ่ายรูปอยู่ดีๆ เลยต้องเข้าไปช่วยซะไม่รู้ตัว.... กว่าจะได้เล่นเอาโหวกเหวกจนเหนื่อย..
ระหว่างนั้นสาวนักเย็บเงินก็ถามมาว่า...ต่อยอดกฐินมั้ยคะ.... เออแฮะ... ผมเองยังไม่ได้จ่ายเลยซักกะใบเดียว ว่าแล้วก็ควักไป 1 ใบเขียว .... ขอให้ถ่ายรูปได้สวยๆนะคะ.... เออแฮะ.. ได้ผลด้วย รูปตอนวิ่งเนี่ยถ่ายแล้วได้ใจมาก น่าโปะไปเยอะกว่านี้ จะได้รูปสวยเพิ่ม ว่าไปนั่น
เดินครบก็ขึ้นสู่ตัววัด....ทุกคนก็มานั่งกันตรงกลาง...ตุงมาละ เค้าว่าให้ติดรอบ...โอวร้อนตูอีกละ ยืนๆถ่ายรูปอยู่ก็ไปช่วยๆ...หลังจากนั้นยังมีกลองยกเข้ามาอีก เข้าไปช่วยก็ไม่ได้ดูเลย ตอนลุกขึ้นมา หลังไปโดนหน้าต่างเข้าเต็มๆ เจ็บเอี้ยๆ
พิธีก็เรื่อยไป สวด มอบ สวด มอบ สวด เจ้าอาวาสเปลี่ยนเป็นผ้าที่ถวายไปให้ เทศน์ นิดหน่อย....หลังจากนั้นก็กรวดน้ำ อ้อ ยอดเงินก็ 999.999 บาทจริงๆก็มากกว่านั้นแหละ แต่ก็เพื่อมงคลแหละ...
ตอนออกมาก่อนพิธีสุดท้าย บังเอิญได้เจอะกับโอ๋ ญดาพอดีเลย เค้ากำลังหาที่เอาน้ำไปเทอยู่ เราก็เพิ่งไปเทมาเลยพาไป ถามไปว่าเค้ามาตั้งแต่เช้าเลยเหรอ เค้าว่าใช่แล้ว ตั้งแต่เช้าตรู่เลย.... อืมนะ อึดกว่าเราแยะเลย ขยาดเราอู้ไปเที่ยวตั้งหลายที่ยังเพลียเลย นี่อยู่ในงานตลอด... ใบชาอ่อนมากๆ
เป็นอันเสร็จละ เราก็ออกเดินทางกลับกัน ถึงก็โน่น 9 โมงเช้า เลยได้ลาเปื่อยไป 1 วันเนื่องจากยังไม่หายดีแถมไม่ได้นอน.... ไปครั้งนี้คงได้บุญบ้าง... แต่ที่แน่ๆ ... เจ็บหลังไป 2 วันค้าบ
ช่วงนี้อยากเจอเพื่อนเก่าๆแฮะ ชวนไปเอาบุญแบบนี้บ้างก็ดีนะ แทนที่จะเลี้ยงกันเอง กินกันแล้ว ยังได้บุญร่วมกันเนี่ย สงสัยต้องลองๆ ว่าแต่มีใครจะเอากะผมบ้างล่ะ...เหมือนคำในโฆษณาที่ว่า "เป็นไปไม่ได้ ทำไม่ได้ หรือ ไม่ได้ทำ" มันโดนดีแท้...
ไป mix เพลงก่อนล่ะ สวัสดี... 24 ottobre 3 bullets roulette... ไม่แน่ใจว่าเขียนไปถูกมั้ย .... ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงล่ะครับ
หยุด 3 วันพี่น้องไปเที่ยวไหนกันมาบ้าง เป็น pretty freelance ที่บ้าน นอนอืด เที่ยวน้ำตกอันแสนไกล ไปหาดกว้างใหญ่.... ส่วนผมว่าจะประหยัดเงินไม่ไปไหน กลับกลายเป็นใช้เงินซะสะบั้นอีกแล้ว...ก็นะ... ไม่คลายเครียดเด๋วบ้ากันพอดี
วันเสาร์เริ่มด้วยการไปยิงปืน ไปลงเรียนหลักสูตรเบื้องต้นเอาไว้ เลยต้องตื่นแต่เช้าออกไปยังวิภาวดี 62 สนามยิงปืนตำรวจ... หายากนิสนึง ไปถึงก็กรอกข้อมูลให้เรียบร้อย ข้างในศูนย์เป็นห้องแอร์เล็กๆ เป็นลักษณะข้าราชการแนวใหม่กลุ่มเล็กที่มีความสุขอยู่ด้วยกัน มันดูออกได้ครับ จากลักษณะการทำงานของเขา...เลือกปืนเสร็จก็จ่ายตัง 1750 ผมใช้ .38 ลูกโม่ มาตรฐานตำรวจไทย พี่ชายผมใจป้ำเลือก .45 ออโต้...ทำไมใจป้ำน่ะเหรอ กระสุนมันแพงกว่า .38 อยู่เท่าตัวน่ะสิ หุๆ
ก่อนการยิงก็มีการเรียนกันในช่วงเช้า น่าเบื่อเล็กน้อยแต่เค้าก็บรรยายได้ดี ให้ทุกคนได้เห็นว่าปืนแบบไหนดียังไง ทำให้รู้อย่างนึงว่า ใช้ลูกโม่นี้แอบซุ่มได้เลย กระสุนด้านก็ยิงต่อได้ เหมือนใช้กล้อง manual เลย ยังไงๆก็ถ่ายรูปได้ ประมาณนั้น...
เข้าช่วงบ่ายก็ยิงจริงละ หลังจากซซ้อมแบบกระสุนอากาศซักพัก ด้วยการตรวจปืน บรรจุกระสุน และลองเล็งแล้วยิงแห้ง.... เราก็พร้อมลุยกัน เค้าให้เราใส่ลูกสองลูกติดกันแล้วเว้นหนึ่งแล้วใส่อีกหนึ่งลูก รวมเป็น 3 ลูกกระสุนกับ 3 ช่องว่าง แล้วให้หมุนลูกโม่แบบในหนังจึงค่อยผลักเข้าพร้อมยิง เรียกว่า บรรจุกระสุน 3 นัด รูเล็ต... เพื่อที่จะทำให้เราไม่รู้ว่าจะยิงโดนหรือเปล่าเป็นการตรวจไปด้วยในตัวว่าหลังจากลั่นไกมือเรานิ่งหรือไม่ ศูนย์ต้องไม่เลื่อนตอนที่เราลั่นไก.... ผลของกระสุน 20 นัดแรก... ครั้งแรกแอบขี้โกงเพราะมันเหลือบไปเห็นได้ว่าลูกเข้าหรือไม่เข้า นัดแรกยิงออกไป เล็งอย่างดี...ปัง... แรงมันน้อยกว่าที่คิดแฮะ ไม่ได้หลับตามั้ง ...หารูกระสุนไม่เจอ ดูอยู่แป๊บนึง...เข้าแฮะ กลางเลย...อ๊ะ ไม่ยากๆๆ หลังจากนั้นครูฝึกให้ใส่ลูกเลย คราวนี้ ตื่นเต้นจริงเพราะไม่รู้แล้วว่านัดไหนมีหรือไม่มี ผล.... ไม่เข้ากลางนัดเดียว หุๆๆ
หลังจากนั้นก็สลับกันไปเรื่อยๆระหว่างปืนออโต้กับลูกโม่...ก็มี ยิงแบบขึ้นนก ไม่ขึ้นนก ยิงมือเดียว ยิงเป้าบุคคล หลังจากผ่านมา 3 เป้า ก็มีการสอบเล็กน้อย เริ่มด้วยเป้าบุคคลในระยะประมาณ 12 หลา ยิง 10 นัด ...ผลคือได้เต็ม... ก็มันจะไปยากอาราย เป้าโคตรจะหย่ายเลย...เราก็เลยรัวยาว 5 นัดแรก...เปลี่ยนกระสุน ตอนเปลี่ยนก็มองดู...เข้าหมด... พอเสร็จก็รัวต่อ 4 นัดติด...นัดสุดท้ายเล็งไปที่หัว ไม่ขึ้นนก.... เปรี้ยง กลางหน้าผาก...รับไปร้อยคะแนนเต็ม เหอๆๆ ... ต่อมาก็เป้ามาตรฐานระยะกลับไปที่ 15 เมตร... คราวนี้ขึ้นนกยิงบ้าง...เล็งยากขึ้นนิดนึง...เปี้ยง...เฮ้ย...ยังไม่ได้เล็งให้ดีเลย...ยิงโดนมั้ยวะ...เหมือนจะโดน...แต่ไม่ยักกะเห็น...ช่างมันรัวต่อ...พอยิงหมด ไปเก็บเป้ามาดู เวงแล้วมี 9 นัด หายไปเฉย...เป้านี้ได้ 86 คะแนนจาก 100...รวมเป็น 186... อืม...ใช้ได้ล่ะวะ...ที่หนึ่งของรุ่นเท่าไหร่นะ...อ๋อ 186 อืมๆๆ... อ้าวของตูนี่ เหอๆๆๆ โม้ได้อีกนาน...(อย่างน้อยก็ในนี้)
จบการยิงปืนแบบเบื้องต้น มีพี่ๆชวนให้มายิงแข่ง แต่คงไม่ไหวแฮะ แพงไปนะผมว่า ขอไปซื้อ BB มายิงซ้อมมือให้ไม่ตกละกัน... มายิงปืนในครั้งนี้ทำให้รู้สึกว่า สัญชาติญาณของผมนี่ยังดีอยู่ กีฬาประเภทสุดๆนี่มักจะเล่นได้ดีโดยไม่ได้ฝึกมา...ไอที่เป็นกีฬาทั่วไปนี่ก็ลูกมั่วอย่างเดียว....
...ว่าแล้วก็ไปหาซื้อปืน BB แบบเหล็กที่หนักเท่าของจริงดีกว่า...หึๆๆๆ
สวัสดี
ref: http://se-ed.net/pshootingclub%20/ สนามยิงปืนตำรวจ ลองไปดูกันได้ครับ 16 ottobre I'll do what I can...งานบานแบะ.... ทำไปงงไปว่า ทำไมมันไม่ work ซะที เฮ้อ... งานคือเงิน ....
เงิน... สิ่งที่ใครๆก็บอกว่าซื้อไม่ได้ทุกอย่าง แต่ผมว่าไม่ เพื่อนผมหลายๆคนก็ว่าอย่านั้น...
เงินซื้อสุขภาพดีไม่ได้...แต่ซื้ออาหารดี ยาดีๆ หมอมือหนึ่ง ซื้อที่อยู่อาศัยไกลจากมลพิษได้
เงินซื้อความรู้ไม่ได้... แต่ซื้อคอร์สเรียนชั้นดี ไปเรียนเมืองนอก หนังสือดีๆ อินเตอร์เน็ต สื่อการสอนได้ทุกรูปแบบ
เงินซื้อความสุขไม่ได้...แต่ซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกได้ทุกอย่าง ซื้อตั๋วเดินทางไปหาคนที่เราอยากเจอได้ ให้คนเฉยๆก็มีความสุข
และ... เงินซื้อความรักไม่ได้.... แต่มีแค่รักอย่างเดียวมันไม่พอ....
15 ottobre Back to my own lifeมาแล้วครับ มาแล้ว... กลับมาขีดเขียน และเป็นภาษาไทยด้วยเนื่องจากมีคนเรียกร้องมาอย่างล้นหลามตั้ง 1 คน.... กลับมาเขียนเรื่องทั่วๆไปบ้างก็ดีเหมือนกัน...
ช่วงชีวิตได้เปลี่ยนผันไปเรื่อยๆ ตอนนี้เหมือนใช้ชีวิตแบบไร้จุดหมาย นอกจากไม่รู้จะเอาตังอันน้อยนิดที่ได้จากลอนดอนไปทำอะไรดี... อัพคอม ซื้อเลนส์ ซื้อประกันไว้ลดภาษี ลงทุน LTF เล่นปืน เที่ยวเรื่อยๆ เก็บไว้ไปอินเดีย ซื้อคอนโดเพิ่ม ซื้อรถมือสองซักคนมาติด NGV หรือมอไซค์ซักคัน.... เป็นไปได้มากสุดคงเป็นอันแรกแฮะ ... -_-
งานยุ่งยังกะอะไรดี ก็ดีที่จะได้ไม่ต้องไปคิดเครียดเรื่องอื่นๆ ตั้งแต่กลับมาถึงแม้นจะแค่เดือนกว่าแต่ก็รู้สึกเหมือนหลายเดือนแล้ว... เพิ่งรู้สึกว่าเพื่อนๆห่างๆกันไปบ้าง ไอ space นรกนี่ก็มีคนใช้น้อยลงๆ สงสัยมันแก้ไปแก้มาแล้วเน่า... เอาเป็นว่าแวะๆมาละกันครับ ผมคงไม่ย้ายไปไหน ถึงแม้นจะไม่ชอบไมโครซอฟต์ก็ตาม...แง่ะๆ
เที่ยว?.... มีแน่ครับ กำลังจะไปเที่ยวสระบุรี แต่ก่อนหน้านั้นก็จะไปยิงปืน อ่า...ใช่แล้ว ยิงปืน .38 แบบ basic กันก่อน เกิดมาทั้งทีขอให้ยิงเป็นซักที...กะว่าถ้ารู้หลักการแล้วไปซื้อ BB กันที่มันเหมือนๆมายิงเล่นต่อ คงหลายพันแต่ก็ดีกว่ายิงปืนจริงแหละวะ 3-4 หมื่นแหน่ะ....
เที่ยวราตรีก็ยังมีเหมือนเดิม ว่าแล้วอาทิตย์นี้ก็ต้องออกไปเก็บเหล้าที่ Cliq ดันเปิด black ไว้ตั้งขวดกินกัน 3 คนวันธรรมดา เสียดายของจริงๆ...กลับไปฟัง 30 ยังแจ๋วที่ร้านนั้นอีก...เงอๆ อยากจะบ้า... ทองหล่อเปลี่ยนไป... เราว่าเราฟังเพลงคนแก่แล้วเจอร้านนี้เข้าไปถึงกับร้องไม่ออกเลย ....
วันนี้แวะไปดู condo ที่เคยซื้อไว้ที่รัชดา ไปถึงยามดันไม่ให้เข้า... ร้อนก็ร้อนนะ ยังให้ตูเดินตากแดดเปรี้ยงๆ หลบใต้ตึกก็ไม่ได้ ...เซ็ง... ตัวตึกส่วนหน้าเสร็จดีแล้ว ดูโอเคทีเดียวแต่ท่าทางคงต้องขายทิ้งแฮะ... ที่ทางมันไม่ค่อยได้ยังไงก็ไม่รู้แฮะ... ใครอยากได้มั่ง เหอๆๆๆ
ผมไม่ได้มีแผนหาเงินล้านแบบ Biggy และยังไม่เคยคิดเลยว่าจะทำยังถ้ามีเงินล้าน ผมคิดแค่ว่าหาของเล็กที่พอซื้อได้แล้วขยับขยายมันจนถึงสิ่งที่หวัง.... ตอนนี้ก็เป็นหนี้ไปแล้วล้านนึงด้วยคอนโดห้องนึง... ถ้าปล่อยเช่าได้ก็คงจะเก็บตังซื้ออีกห้องได้... ถ้าปล่อยเช่าได้ ก็เก็บตังซื้อรถก่อน.... มีรถก็คงจะมีบ้านได้ ...ถึงแผนจะดูแล้วง่ายไปป่าว แต่ก็นั่นแหละ ดีกว่าไม่มีอะไรแล้วใช้เงินไปหมดอยู่ดี...
เลิกเพ้อฝันดีกว่ากลับมาเรื่องใกล้ตัวก่อน เมื่ออาทิตย์ที่แล้วเพิ่งได้ผลตรวจร่างกายมา LDL หรือคลอเรสเตอรอลแบบไม่ดีเพิ่มจนถึงเพดานบน... แบบว่าที่ดีก็ขึ้นที่แย่ก็ขึ้น เหมือนจะดีเลย... วิเคราะห์ดูอย่างง่ายแล้วก็คงเพราะที่กินๆไปแล้วไม่ได้ออกกำลังกายนี่แหละ ยิ่งตอนอยู่ลอนดอนด้วยแล้วนะ...อืม.... ไม่ขึ้นก็คงแปลกอยู่... คงต้องออกไปวิ่งบ้างแล้ว ที่ผ่านมาฝนก็ตกตลอด จิงๆแล้วอยากมีกระสอบทรายกับนวมไว้ชกที่บ้าน เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่สามารถทำได้ทั้งวันโดยไม่เบื่อ เคยชกจนมือเลือดออก...แต่มันก็ได้ใจแฮะ
วันก่อนดูละคร เป็นต่อ ดูแล้วมันขำแทบไม่ออกเลยแฮะ... เมื่อก่อนเคยคิดในใจว่ามันไม่ตรงกับชีวิตจริง...ตอนนี้มันโดนไปเต็มๆเลย..... ขำไม่ออกจริงๆ เฮ้อ....
ใกล้ตัวเข้ามาอีกนิด ใครอยากยิงปืนบ้างครับ... 01 ottobre Paris - Day 1Paris Day 1.... It's the last one of the first day in Paris. Looks like this style of writing is not so well, based on the comment...
I will stop writing in English for a while, I guess. Just wanna see if there will be more readers and comments or not. So all my international folks, once again, enjoy the pictures!
---------------------------------------------------
We arrived in the morning of Paris with cloudy sky... alright, it's rain, such a good start. Paris is a lot bigger than I thought. Now I just realised that why it would take 4 days for my brother to travel in the capital of France.
The first stop that we made is in the center with the guideance from navigation system. "Sh*t!!" that the first word my buddy yelled out loud after he know that we will pass the "crazy round about"... look at the first picture and you will know where... the street around there is 5 lanes with no line and no traffic lights around, only one traffice policewoman which doesn't help anything... who can?
We arrived the hotel in the south area, the hotel is quite good the name is Hotel Innova. Quite nice view and not far from the attractions, and the metro is very close.
After that we just walk...and walk... and walk to the night.... to attractions as many as we could. Let's see the pic ans you will know...
Well, I'll keep this one short... ask if you wanna know the places.
Other trips?... I'll try to put more, if I don't have that much work like last two weeks (-_-')
O.D. 14 settembre Paris - Day 2Wake up late as usual and the day starts so perfectly... it's rain.
Today we head to Notre Dame for the first place. It's quite great atmosphere inside since there's some stuff goin on which is I have no idea and forget about the outside... damn stupid rain.
The cathedral is huge and another good thing is it's free. The decoration of the place is like the most of the cathedral tha I've been to. We walk around inside with other hundreds of tourists. There're two more entrance beside the cathedral that lead to the north and south tower. This is the part that you can see the gargoyle at the roof top real close (like in the Disney's cartoon...). The line is not that long but with the rain and the limit number of people that can get to the tower.... I decide to leave the place and check out something else.... even there're very cute Japanese tourists near by :P
The rain still there but I have no other choice... to absorb the life in Paris... so just walk in the rain and get the place to eat, then move to the next place.... Louvre.... We get there by walike through one of the museum. I would say it's atrilery museum coz there're quite a lot of it. Once we've got to the famous art museum, just another great news.... it's closed.
With no other place in the mind and we both wet, so we get to the metro to reach the highest cathedral.... hm.. I can't remember the name.. anyway, after getting lost a bit with the first ride of metro in Paris. Here we are at the bottom of the hill... yeah that means after hours of walking now we have to walk up hill.... great! ... well, at least the view is different and seeing the house, nice apartment and all the shops here make me feel good already...
Once up there.... the view is awesome... just standing there is worth hours of walking.... no photo inside the cathedral, but it's quite nice, totally different than other cathedral. We walked around there before we get in, there's a artist village there... that's what the place famous about. I'm not sure how much since I didn't ask them all but I saw one with 20 Euro price in the size of 4x6 inches picture... hm... not so bad.
Once we've done inside the cathedral, we decided to go into the crypt since we never been to any of this before and with another 5 Euro and there we go.... Once we go through the automated machine door... there're stairs but going up... kindna weird when you see the exit near by but from the basement... anyway, we started to go up,... and more.... and more.... around 80 steps!! then we reach the roof top... it's so cool and now I can see some gargoyle. From this top, you can see quite view now but after walk around, there're still more stairs... after that we reach the top... and now we can see all Paris... breath taking view... that's all I can say.
Almost the end of the day now... so tired and don't know what should do... so we just leave to the new La Defense... Nothing much to say here... please enjoy the picture... and you can see it's no rain...yeah, right...
Sorry about the lousy English, I spent 3 days doing this blog.... it's kindna cranky...
05 settembre One Month DreamI'm back....
No wasting time here, I'll just tell you what happen in my last month. Since I don't want to take much time to think about what happened in exact last month, I'll start with my previous trip and so on.... Let's rewind.
Before took off from London with insane security process back to Bangkok and spent another night before that in my friend's house in Zaventum, Belgium, I was in one of the most romantic city in the world.... Paris.
I was here for about 3 days. The last day It's a great sunny day, what a shame that I have to go back to Belgium today. Anyway, my day walk started and ended here, the center of art, Louvre, big old building that contains tons of painting, sculptures and any art objects you can imagine. We woke up late as usual and took the metro, underground-train, to get there. One thing I like about this system is it's on time and once the door closed, you will hear a little "bing" sounds and the train will start to move right away. Wish they do this in Bangkok...
We got off at the station nearby and took a little walk there. It's very nice and sunny day in deed, a lot of people walking by and bathing the sunshine.... I was not that excited since I was here before. So we got some snaps and went in...
Inside is quite modern and cool, quite a contrast with the look outside. After got an Adult ticket costs 8.5 Euro and we were ready to see the smile of Monalisa, our primary objective for today. This place is huge. Now I knew why some said that you will need the whole weekend to see everything in here.
After follow the sign for a while, there it is, the famous smile, far far away in the bullet-proof glass, can't even tell if it the real one or not. It's look cool anyway once you're there with the feeling nearby. And of course, no picture allowed. Then we went to the secondary, Venus statue, it's great, I can take some pictures. The statue stands in a great hall and you can see the flash going on every second.
We were walking to get some more art feeling, Napoleon's Apartment is my favourite, imagine living in here, We both think, this is such a cool place for party..Yeah!... One thing that's not suit is.... the bed... how do you gonna sleep in the boy-size bed.
We head back to the car that we parked near the hotel. It's time to leave this city now. I still snap some more of the housing here. The house and building look so cool. Nothing built on a dead rectangle.... This is what you will see when you plus construction with archtecture.
We got through a bad traffic a little late and try to make sometimes. We made it in the first place but with my own fault, I over looked the time. After we stopped for a while for a dozen of beer that I want to bring back and had the dinner, we still have quite a lot of stuffs to be done, d/l the pics to a PC, refill the gas... we should get there on time if the navigation is smart enough where is one way and is not... Anyway, I missed the damn last train of the day and have to spend a night in Zavemtum... Well, to change the ticket costs nothing and stay with my friend...no cash have to put away...that's cool...
The Next morning, head back to London, do some quick packing and throwing stuffs, suffer a bit in the airport, then got in a plane and wake up by the heat that struck on my face in Bangkok..... 3 months in London++..... It's now is what left in my head, yeah, that's it, I'm still broke.
Hope this is not too long... I'll rewind my trip more soon... Enjoy the pictures nad you life as well.
Peace out!
03 agosto Hanging by the moment....Let's Chill out...
I've been quite busy with a lot of issues lately, most of the time, busy with my laziness...
Many places I've visited but still don't have the right tools with the right time to developing a mind-opened travel article in here.
So... hope y'all doing fine like me, after my friend came over from Belgium, I can feel the easy-going mood that I used to do.... sometimes it's just great to stay calm and don't rush and plan too many stuffs in the same time.
Like in the movie "Dodgeball", If you have no goal, you won't need to achive and there's no disappointment. (Not exact words but who cares :P)
BTW, no picture is updated here. The new look of this space for some how got many error and pictures is not here. 17 luglio Plan B? yeah right!It's been a while since my last blog.... common sentence you will found in the busy&messy internet user.
Surprise for you guys that this in English.... crapy but at least readable, hopefully.
For all this month I still travel once in a while around London. But mostly of my free time was consumed by planning.... yeah, I do make plan, not for my life, just for travel.
One suggestion I've always heard is that when you want to travel and have the most fun, you have to plan ahead. it's easy to say but really hard to do so.
I'm planning my vacation to Europe, basically to visit my only Belgian friend and high-school friends in Germany. I have only a week to do this. Yeah it's crap but that is the best I can do since I still have to save my tiny vacation period for my friend's wedding in India in the end of the year.
So, one week in Europe, it's like go to a cool pub at 1:30 when it's close at 2 am, you sure have fun but before you know, the time is up and you have to leave. And even we know how late it is but when we know it's Friday night, you sure go no matter what... that's just my thought right now.
The Plan A was get the Schengen visa and go as much as I could in every weekend. Well, since the stupid process takes months to get the damn tiny paper works. I have to stuck here until the end of August. I can't believe it takes 3 week waiting for appoint ment that take 10 minutes with a talking machine with 1 pound per minute.... and it would be another at least 3 weeks for get it done, hopefully if it's not been rejected.
So I'm on Plan B. Just get the visa and go with my vacation days for a week. It would costs a lot but who cares. Some says you can buy this and that with that money. I would say if you have money, you can buy anything, but can't buy the chance to travel in that date again,.... in the whole life.
Enough words for now, Enjoy the pics from Notting Hill and I'll tell you the story after a while. Peace out! 30 giugno Road Trip UK - Finaleวันต่อมาและเป็นวันสุดท้าย คงเขียนยาวกว่าเดิม อ่านได้ก็อ่านไปละกัน อ่านไม่ได้ก็ต้องอ่านเว่ย เหอๆ
ตื่นเช้าตามที่แพลนไว้ เพื่อออกไปยังสนามบอลต่อไป Liverpool หรือ Anfield รังหงส์แดง
ขับหลงเล็กน้อยเนื่องจากที่นี่ไม่มีเป็นสี่แยกมากนัก เป็นวงเวียนซะมากกว่า แล้วแผนที่ก็บอกเป็นเบอร์ exit ก็มีกันบ้างที่ไม่รู้ว่านับจากไหน... ประมาณนั้น เพราะไม่ได้นำทาง หลับครับ... แหะๆ ได้ยินมาอย่างนั้น
ถึงเมืองก็อึ้งเล็กน้อย เงียบมากๆๆ ร้านปิดทุกร้าน ไม่มีคนเดินเลย ที่สนามกมีคนอยู่ไม่กี่สิบ ไปหาตั๋วก็ปรากฏว่าทัวร์สนามมันเริ่มบ่ายสอง ก็เลยต้องเดินในพิพิธภัณฑ์แทน ไปดูถ้วยรางวัล มีเยอะมาก ดูๆไปมากกว่าที่ไปมาเมื่อวาน เหอๆ
ถ้วยที่เจ๋งๆเลยก็ถ้วยลายครามที่ได้ตอนมาเตะที่ไทย เห็นแล้วแปลกใจ มันเก็บไว้ด้วยแฮะ
ออกมาหาซื้อของฝากให้สาวกเล็กน้อย แล้วก็ออกเดินทางกันต่อไปยังเมือง Bath
Bath ชื่อเมือง ตอนแรกก็ขำๆว่าไป Bath ? ไปอาบน้ำเหรอ เหอๆๆ.... ใช่ว่ะ เป็นเมืองเก่าแก่ที่มนุษย์ใช้มาตั้งแต่ยุคหิน ยุคโรมัน เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ก็ง่ายๆว่ามันเป็นบ่อน้ำร้อนธรรมชาติ แต่เนื่องจากสภาพอากาศที่นี่มันแปรปรวนโคตรๆ การมีบ่อน้ำร้อนเลยสุดยอดมากๆ และในปัจจุบันก็ยังใช้ได้... นับมาประมาณ 5000 ปีเอง...
ถึงเมืองราวๆสี่ครึ่ง แล้วก็หลงทางครับ ถนนในเมืองนั้นเล็กๆและเยอะมาก navigator และคนขับงงไปพักใหญ่ ก่อนจะใช้สัญชาติญาณล้วนๆ ขับไปถึงพอดี Roman Bath.... เป็นที่เที่ยวคู่เมืองนี้
ลงรถก็รีบไปเลยเพราะประตูปิดห้าโมง เราเห็นคิวยาวก็เลยแถไปยังช่อง group tour เลย ก่อนซื้อเค้าถามว่านักเรียนใช่มั้ย เสร็จตู ก็ยื่นๆไปเลยบัตรนักเรียน 150 บาทของเรา ได้ลดด้วยแฮะ....
ข้างในเจ๋งดี ไม่น่าเชื่อว่าตั้งแต่สมัยโรมัณจะมาสร้างได้ขนาดนี้แถมอยู่ได้นานมากๆ ทึ่งจริงๆ ในนั้นมีบ่อย่อยๆอยู่เป็นส่วนๆ และน้ำร้อนก็ยังผุดขึ้นมาตลอดเหมือนพันๆปีก่อน
เดินชมจนพอใจก็ออกเดืนทางไปยังสิ่งมหัศจรรย์ของโลกกันต่อ... StoneHenge
ได้ยินมานักต่อนักว่าไม่มีอะไร แต่ยังไงก็ต้องไปล่ะ ไม่เห็นกะตาก็ไม่รู้หรอก... รถแล่นออกไปเป็นเขตทุ่งหญ้ามากขั้นๆ เห็นแกะเป็นระยะๆ ซักพักเห็นเป็นเงาดำแวบๆ อ่า...เห็นแล้ว..
มีที่จอดรถพร้อม เราลงจากรถกันมาในเวลาทุ่มกว่าๆ ยังสว่างอยู่(ช่วงนี้พระอาทิตย์ตกสามทุ่มกว่า) แต่ที่ซวยคือฝนตก ก็ช่าง...มาแล้วก็ต้องสุดล่ะ เนื่องจากมันปิดแล้วเลยต้องเดินเลียบข้างถนนมองลอดรั้วระดับสายตาไป มันใหญ่และได้เห็นใกล้กว่าที่คิดไว้ แต่ก็แค่แท่งหินจริงๆแฮะ ถ่ายรูปกันไม่นานก็กลับกัน... ก็ไม่มีไรจริงๆ ถ้าเห็นพระอาทืตย์ขึ้นที่นี่คงจะสวยโคตร...
ออกเดินทางกลับก็ผจญกับปริมาณรถเล็กน้อย ก็เหมือนกับกรุงเทพเย็นวันอาทิตย์ กลับเข้าเมืองหลังจากไปเที่ยวต่างจังหวัด ลงความเห็นกันว่าไปกินกันที่ร้าน addies ซึ่งเป็นร้านคนไทยเป็นร้านอาหาข้างบน ข้างล่างเป็นผับ วันนี้ไปเก็บเหล้าที่เหลือด้วย
พอพนักงานยกเหล้าออกมา อึ้งไปเลย เหล้าเหลือไว้ให้ดมเหรอเนี่ย ต้องแบ่งคนละนิดๆ ผมได้กินไปประมาณฝาครึ่ง -_-' โห จะเหลือทำไมเนี่ย ... ร้านนี้รู้มาว่าดังมาก ศุกร์เสาร์คนตรึม ผมมองๆดู มีอยู่ 10 โต๊ะ โต๊ะละประมาณ 8 คน ก็ห้องแถวหนึ่งห้องอ่ะ เล็กโคตรๆ แต่เพื่อนบอก ดีแล้ว เหอๆ จะได้เบียดๆ ... อืม มีเหตุผลๆ จะได้ไม่หนาว อืมๆๆ
กินเสร็จก็กลับเพราะเงียบเชียบ.... ระหว่างทางก็เห็นห้าง Harrods พร้อมกับป้าย "Summer Sale starts July 3" เจอกันแน่ หึๆๆ
จบละ .... รูปไม่ค่อยสวย ขออภัย ณ ที่นี้ด้วย... 27 giugno Road Trip UKและแล้ว Road Trip UK ก็ได้ไปซะที หลังจากเลื่อนมาเนื่องด้วยหลายๆสาเหตุ โดยเฉพาะขาดตัวหารนั่นเอง...
ออกเดินทางกันเช้าวันเสาร์ ก็ไม่ได้รีบร้อนอะไรมากเนื่องจากร้านเช่ารถมันเปิด 9 โมงเช้า ก็รวมตัวกันแล้วนั่งรถไฟ DLR ไปที่ Bow Church ไปถึงก็นั่งร้านเปิดอีก ที่นี่วันหยุดก็หยุดกันจริงๆ ไม่ทำงานกันเล้ย....
ได้รถเป็นรถ 7 ที่นั่ง ไปกัน 7 คนพอดีเป็น นั่งสบายดีใช้ได้ รถกว้างๆหน่อยแต่นั่งหลังสุด เบาะมันติดไปหน่อย แต่ก็ไหวล่ะ.... ออกเดินทางเต็มตัวไปยัง Manchester เมืองเด็กผีก่อนเลยระยะเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง...
มาครั้งนี้สุดยอดตรงข้าวเที่ยงนี่แหละครับ เป็นข้าวมันไก่ของเพื่อนนุ้ย ทำไก่เมื่อคืน ตื่นหกครึ่งมาหุงข้าวมัน ลงทุนมากๆหลังจากที่ชาวคณะเรียกร้อง บวกกับข้อมูลที่ได้มาว่าอาหารระหว่างทางมันแพงแสดๆ เลยพกไปกินกันดีกว่า รถเดินทางถึงช่วงเที่ยงก็หยุดที่พักริมทาง พอดีด้วยว่ามีที่นั่งกินข้าวพร้อมเลยลุยทันที ข้าวมันไก่กับน้ำจิ้มรสเด็ดในรอบเดือน กินแล้วแทบน้ำตาไหล หายอยาก....
กินกันเสร็จก็ออกเดินทางกันต่อ จนเริ่มเห็นป้ายสู่ Manchester บ้านเมืองหรูหราดี ตึกเก่าใหม่ปะปนกันคล้ายๆลอนดอนแต่โล่งกว่าและแลดูสะอาดกว่าเล็กน้อย ออกจะเงียบๆด้วย ไม่รู้ไปไหนกันหมด...
โรงแรมที่จองไว้อยู่กลางเมืองเลย Britania Manchester เก่าแก่ดี จองไว้สองห้อง นอนกัน 7 คน ก็ทยอยๆกันไปเก็บข้าวของ โรงแรมออกจะเก่าๆ ทางเดินวกวนบวกกับบรรยากาศทึมๆเหมือนบ้านผีสิงเลย ลองดูที่รูปละกัน ได้ห้องในเกือบสุดหน้าต่างก็ไม่มีนะ...แบบถูกเนี่ยไม่ค่อยมีอะไรเลย
เก็บข้าวของเสร็จก็ออกไปยังเป้าหมายหลักของ Trip นี้ .... Old Trafford โดยเดินทางโดยรถไฟ TRAM เป็นรถรางบวกรถไฟวิ่งทั่วทั้งเมือง บางสถานีห่างกันไกลโคตร บางสถานีห่างกันไม่กี่ร้อยเมตร แถมตัดกันไปมามั่วๆดีแท้ กว่าจะรู้ว่าซื้อตั๋วยังไงไปสายไหนก็งงกันใหญ่ ถามไปถามมาตั้งนานกว่าจะได้ขึ้นรถ
ออกมายังนอกเมืองนิดๆ สถานี Old Traffoed เลย เนื่องจากมีแฟนพันธ์แท้มาสองคน จึงถ่ายกันแทบทุกป้ายที่มีคำนี้ หน้าสนาม Cricket ก็ไม่เว้น สนามบอลนั้นอยู่ห่างออกไปหนึ่งกิโลพอดี ก็เดินชิวๆชมบรรยากาศไปเรื่อยๆ จนถึงสนามใหญ่โตโอ่อ่า มีโครงเหล็กขาวๆอยู่บนสุด... ถึงแล้วแดนแมนยู... ถ่ายรูปกันอย่างเมามันกว่าจะรู้ว่าทางเข้าไป tour สนามนั้นอยู่อีกด้าน อ่าว...ซวยเลย พอไปถึงพนักงานบอกเลยว่าต้องจอง ถ้าไม่จองเนี่ยเหลืออยู่ 5 ตั๋ว ก็ได้ผู้เสียสละไปสองคน ขอบคุณมากครับเพ่ จะไม่ลืมพระคุณ
เข้าไปก็รีบไปร่วมกับกลุ่มทัวร์โดยวิ่งไปถ่ายรูปไปยังกับคนบ้าเล่นเกมวัดดวง ถ่ายไปโดยไม่รู้ไรมากว่าต้องรูปไหนยังไง เอาไปวัดดวงสวยๆเป็นพอ... มีรูปภาพและถ้วยรางวัลเต็มไปหมด ที่ชอบก็มี bad boy รุ่นเก๋า Eric Cantona ซักพักมาถึงทางตัน อ่าว งงแฮะ ถามไปถามมา เค้าออกไปที่สนามกันหมดแล้ว...
ตามออกไปจนได้ก็ด้วยทางหนีไฟข้างๆ ด้วยพนักงานนำทางมา ประตูเปิดออกก็อึ้งไปเลย สนามยิ่งใหญ่จริงๆ ยิ่งออกมาจากทางมืดๆด้วยแล้ว คุ้มค่าที่นั่งรถบุกมาจริงๆ กว้างใหญ่และดูมีมนต์ขลังอย่างมาก....
นั่งฟังบรรยายซักพักแล้วก็ออกเดินไปตามส่วนต่างๆของสนาม ร้านขายของ ไม่พ้นพวกของกิน ของที่ละลึก และร้านแทงบอล แบบว่าดูไปลงทุนไปได้เต็มที่... ห้องนักข่าว เล็กนิดเดียวซึ่งไม่ได้ใช้แล้ว แต่ดูเก๋าๆ... ห้องรับรองนักเตะ หรูหรามาก นักเตะกินข้าวกันในนี้เลยก่อนแข่ง... ทางลงสนาม อันนี้เก่าแก่สุด หลังจากโดนบอมบ์สมัยสงครามโลก ทั้งสนามเหลือแค่ทางวิ่งนี้ที่รอดมาได้ เจ๋งโคตร วิ่งออกไปทางนี้ รู้สึกได้ถึงพลังของสนามบอลเลย... ห้องแต่งตัวนักเตะ ซึ่งเจ๋งดี มีรูปแปะให้ดูด้วยว่าใครเปลี่ยนเสื้อตรงไหน ที่ชอบมากก็ห้องน้ำ มีอ่างขนาดใหญ่เพื่อรักษานักเตะที่บาดเจ็บ อย่างกับหนังไซไฟ ออกมาก็เป็นทางเดินไปยังสนามอันใหม่ที่ใช้แทนอันเก่า ไกด์ก็ทำเป็นจำลองนักเตะวิ่งลงสนามซะงั้นเลย... เราก็ถ่ายรูปเอามัน... ออกมาก็ยังรู้สึกยิ่งใหญ่เหมือนเดิมแต่สู้ทางเก่ไม่ได้แฮะ มันไม่ขลังเท่า... จบทัวร์ คุ้มค่าๆกับสนามบอลแห่งแรกที่ได้เที่ยวในชีวิต...
ออกมาเหลือเวลาน้อยนิดให้ซื้อของที่ละลึก โดนยามไล่ไปมา หาของถูกใจไม่ได้ก็เลยออกมาตัวเปล่าๆ เพื่อนได้ของกันมาบ้าง ก็พวงกุญแจของเล็กๆน้อยๆ หันไปเห็นที่ติดตู้เย็นแล้วเสียดาย ใหญ่สะใจ ไม่แน่คงจะขอซื้อต่อ แหะๆ
ออกมาอย่างสุขีตามทางเดิมกลับเข้าเมืองหาของกิน ไปหลุดเข้า china town พอดีบวกกับฝนตกเลยได้กิบบุฟเฟ่อาหารจีน ที่ร้านนี้อยู่เยื้องๆกับประตูเขต china town เลย ราคาประมาณ 9 ปอนด์ต่อคน แต่อาหารเจ๋งมาก มีทั้งเป็ด(อีกละ แฮะๆ กินนิดเดียว) ไก่ ปลาเซลมอนดิบ(อร่อยมาก) กินกันเต็มคราบ คุ้มๆ....
กลับมาที่โรงแรมพร้อมกับสายฝน ว่าจะไปเดินเล่นเลยอดไปเลย....
หลังจากบอลจบก็ออกไปเดินเล่นเล็กน้อย แล้วก็พบว่าหลายๆอย่างด้านนอกเจ๋งขึ้น ผับที่เมื่อกลางวันไม่เห็นเลยก็เปิดแล้ว คนเยอะมาก แต่งตัวกันสุดๆ เพิ่งรู้ว่ากลางคืนในเมืองที่นี่เน้นเที่ยงกลางคืนอย่างเดียวเลย แต่ไอ้เราจะเข้าก็ไม่ได้ ต้องใส่รองเท้าหนัง โห... ขนาดนั้นเลยแฮะ เป็นจริงเป็นจังมาก หงอยไปเลย เดินเห็นหลายๆร้านมีสาวๆเพียบเลย...เสียดายแฮะ...อิอิ
กลับมาตายรังกับผับในโรงแรม งาน school night อ๊ะๆๆ ไม่ใช่อย่างที่คิด...เป็นงานที่เปิดเพลง 60's 70's ป้าๆลุงๆเพียบ... เบียร์หมดขวดก็กลับห้องเลย...หลับสบายๆ
แล้วจะมาต่อในวันถัดไปค้าบ...
|
|
|